แกนนำอนค.ดาหน้า ลุยซักฟอก กกต. ศาลรธน. "อ.ชูชาติ" ย้ำอธิบาย บทสรุปคดีเงินกู้ ธนาธร

Publish 2020-02-14 12:44:08


ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายว่าด้วยอีกหนึ่งปมคดีสำคัญ   จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง  ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 72 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 กรณีพรรคอนาคตใหม่ กระทำการฝ่าฝืน มาตรา 72  พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด   โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  



ไทม์ไลน์สำคัญ  คือ   ศาลรัฐธรรมนูญ  มีข้อพิจารณากรณีดังกล่าว  เห็นว่าตามคำร้องของผู้ร้องและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดีพอวินิจฉัยได้  ไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนพยานบุคคล แต่เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา จึงให้พยานบุคคลรวม 17 ปากตามที่ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยาน จัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ   ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคสาม และนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่  21 ก.พ.  2563 เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

 


ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคอนาคตใหม่ก็มีมาโดยตลอดเช่นกัน     โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่การลดทอนน้ำหนักความน่าเชื่อถือของโจทก์    ในที่นี้ก็คือ    การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.  นัยหนึ่งก็เพื่อกดดันกระบวนการปฏิบัติศาลรัฐธรรมนูญ  พร้อม ๆ ไปกับการปลุกระดมกระแสเสียงภายนอก  ให้พร้อมรับกับผลที่จะเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  


(คลิกอ่านข่าวประกอบ : ชัดๆ แนวทางสู้ ธนาธร ป้องยุบพรรค อนค. เปิดคำฟ้องอาญา 14 กกต. เจตนาเร่งรัดคดี-กลั่นแกล้ง??)

 

ไม่จบเท่านั้นการลดทอนกระบวนยุติธรรม  ยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง  สะท้อนนัยสัญญาณที่น่าจะพอชี้ให้เห็นความหวาดระแวงในผลที่จะเกิดขึ้น  เนื่องจากข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเคยมีการวิเคราะห์แง่มุมกฎหมายมาก่อนหน้า ว่าน่าจะเป็นในทิศทางใด  จากการที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ยอมรับด้วยตัวเองว่าเป็นคนให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน เพื่อการใช้จ่ายภายในพรรค  ก่อนจะมีหลักฐานปรากฎย้ำในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน  ต่อปปช.


(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  ธนาธร เคยปรารภแต่แรก ไม่แน่ใจข้อกม.ปล่อยกู้เงินอนค. อ.ชูชาติ แจงยิบยื่นศาลรธน.วินิจฉัยยุบพรรค ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง)



ขณะที่ปฏิกริยาล่าสุดของพรรคอนาคตใหม่  ไม่ต้องออกตัวก็พอประเมินได้ว่า  มีความหวาดระแวงต่อผลจากกระทำละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ  ว่าด้วยรายละเอียดโทษความผิดตามข้อกฎหมาย  ดังนี้   


1.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560   เริ่มจากมาตรา 62   ระบุว่า พรรคการเมืองมีรายได้ตามที่กำหนดไว้ใน (1 )- (7) จึงไม่อาจกู้ยืมเงินจากบุคคลใดได้


2.การที่นายธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน 191   ล้านบาทเศษ จึงต้องถือเป็นบริจาคเงินหรือให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคอนาคตใหม่ จึงเป็น กระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 66  วรรคหนึ่ง และพรรคอนาคตใหม่ก็เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 66  วรรคสอง

 
โดยมาตรา  66   บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ อื่นใดให้แก่พรรคการเมือง มีมูลค่าเกิน 10  ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีมิได้ ฯ  และพรรคการเมืองจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกินวรรคหนึ่งมิได้

 
ส่วนขั้นตอนการพิจารณาความผิด   มีบทบัญญัติกฎหมาย  ประกอบด้วย  มาตรา 124   ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท  หรือทั้งจําทั้งปรับ  และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดห้าปี


ขณะที่มาตรา 125   กำหนดว่า  พรรคการเมืองใดรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดมีมูลค่าเกิน  ที่กําหนดไว้ในมาตรา  66   วรรคสอง  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทและให้ศาลสั่งเพิกถอน  สิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง  และกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกําหนดห้าปี  และให้เงิน  ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด  ส่วนที่เกินมูลค่าที่กําหนดไว้ตามมาตรา 66 ตกเป็นของกองทุน

 
นอกจากนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา  124  และมาตรา 125  เป็นโทษทางอาญาที่ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 66  วรรคหนึ่ง และพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนมาตรา  66  วรรคสองจะได้รับ กับให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกําหนดห้าปี และให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ส่วนที่เกินมูลค่าที่กําหนดไว้ตามมาตรา 66  ตกเป็นของกองทุน

 
ทั้งนี้การที่พรรคอนาคตใหม่รับเงินบริจาคหรือประโยชน์ อื่นใดมีมูลค่าเกิน 10  ล้านบาท ย่อมต้องถือว่ารู้หรือควรจะรู้ว่าเป็นเงินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 

 
โดยมาตรา 72  ระบุ  ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 
ดังนั้นเมื่อมีการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 72  ก็ให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 92 

 
กล่าวคือ  มาตรา 92   เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น  (๓) กระทําการฝ่าฝืนมาตรา ฯลฯ มาตรา 72  หรือมาตรา 74 

 


ทั้งนี้  อ.ชูชาติ  ศรีแสง  อดีตหัวหน้าคณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา  เพิ่้งโพสต์ถึงประเด็นข้อกฎหมายในกรณีดังกล่าวอีกครั้ง  ว่า   "กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ และศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่  21  กุมภาพันธ์  2563   เวลา  15.30 นาฬิกานั้น"

 

เรื่องนี้ข้อเท็จจริงคือ 1.พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเงิน  191  ล้านบาทเศษ หรือไม่   2.ข้อกฎหมายคือการกระทำดังกล่าวเป็นฝ่าฝืน พรป. พรรคการเมือง มาตรา 61 และ  66  กับเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 72  และมาตรา  92  หรือไม่

 


โดยปัญหาข้อเท็จริงที่ว่า  พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเงิน  191  ล้านบาทเศษ หรือไม่นั้น ฟังได้ยุติแล้วว่าเป็นความจริง เพราะนายธนาธรได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เอง   ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่จำเป็นต้องการไต่สวนพยานหลักฐานใดๆ อีก

 

ส่วนปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นอำนาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ต้องวินิจฉัยด้วยตนเอง    การที่พรรคอนาคตใหม่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทำการไต่สวนเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. ที่มีความเห็นว่า การกระทำของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิด   กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบนั้น   จึงน่าจะต้องการประวิงคดีให้ล่าช้าเท่านั้น   เพราะการพิจารณาข้อกฎหมายของ กกต. ก็เป็นอำนาจของ กกต. ไม่จำเป็นต้องฟังความเห็นของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องรับฟังความเห็นทางกฎหมายจากบุคคลใดๆ เลย

 


ทั้งหมดทั้งมวล มุมมองทางกฎหมายดังกล่าว  ก็มาจากพฤติการณ์พื้นฐานของบรรดาแกนนำพรรคอนาคตใหม่เองทั้งสิ้น  อาทิ  

 

1. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงเรื่องการยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ  ที่กำหนดให้พรรคอนาคตใหม่จัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง  หรือความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 12 ก.พ. 2563    พร้อมเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกระบวนการพิจารณาในศาล   และทำการไต่สวนอย่างเปิดเผย  โดยอ้างถึงบัญชีพยานบุคคล 17 ราย แบ่งเป็นพยานนำ  4  ราย  ประกอบด้วย   หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค และ ฝ่ายกฎหมายของพรรค  และ อีก 13 รายเป็นพยานหมาย  ประกอบด้วย อดีตกรรมการ กกต.  และเจ้าหน้าที่ กกต.ที่มีส่วนร่วมในการไต่สวนและมีความเห็นให้ยกคำร้อง

 

"เอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่กำหนดให้พรรคอนาคตใหม่จัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 12 ก.พ. จำนวน 17 รายนั้น ศาลรัฐธรรมนูญอาจเข้าใจว่าทั้ง 17 รายล้วนเป็นพยานนำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่พรรคจะสามารถยื่นบันทึกถ้อยคำได้ทันตามกำหนดเวลาของศาลรัฐธรรมนูญ  ที่สำคัญในชั้นการพิจารณาของกรรมการการเลือกตั้งจะต้องเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายชี้แจง แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเลย   ที่สำคัญในชั้นการพิจารณาของกรรมการการเลือกตั้งจะต้องเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายชี้แจง แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเลย"

 


นอกจากนี้  นายปิยบุตร  ยังพาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรม  ควบคู่ไปกับการอ้างเชื่อมั่นในกระบวนการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ  ว่า   "ภาพยนตร์ที่ชื่อยุบพรรคดำเนินการมาหลายครั้งในรอบ 13  ปีที่ผ่านมา  ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการใช้การยุบพรรคเพื่อต้องการดึง ส.ส. ตัดสินแกนนำไม่ให้มีบทบาททางการเมือง ทำลายอุดการณ์ความคิดของพรรค  และวัตถุประสงค์ใหม่ล่าสุดอีกข้อหนึ่ง คือต้องการให้เราไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อเรารู้ว่าวัตถุประสงค์เป็นเช่นนี้ วิธีการที่ดีที่่สุดคือทำให้วัตถุประสงค์เหล่านี้ไม่สำเร็จให้ได้"

 


กรณี้นี้  อ.ชูชาติ   ให้ความเห็นบางช่วงตอน  ว่า    นายปิยบุตร แสงกนกกุล   เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่   กล่าวถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่   "ผู้กำกับภาพยนตร์ที่นายปิยบุตรกล่าวถึงต้องไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอนเพราะในขณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2549 และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชนในปี  2551   พล.อ.ประยุทธยังเป็นเพียงนายทหารประจำการในกองทัพบก  ที่ยังไม่มีอำนาจทั้งในทางทหารและทางการเมือง

 


ถ้านายปิยบุตรเชื่อว่าสิ่งตนเองพูดเป็นความจริงก็ต้องกล้าหาญพอที่จะพูดออกมาให้ชัดเจนว่าผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องยุบพรรคคือใครหรือบุคคลใด ไม่ใช่พูดในลักษณะที่ต้องการสร้างวาทกรรมแบบกำกวมโดยมีเจตนาแอบแฝงเพื่อต้องการให้ประชาชนบางคนบางกลุ่มที่งมงายหลงเชื่อนายปิยบุตรคิดหรือเข้าใจกันเอาเองหรือเชื่ออย่างที่ภรรยานายปิยบุตรพูด"

 


กระนั้นถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้อง  กรณีพรรคอนาคตใหม่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ   เปิดการไต่สวนพยานคดีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท  แต่ให้ขยายวันเพิ่มอีก 5 วัน ให้พยานทั้งหมด   โดกำหนดการส่งคำชี้แจงมาใหม่  ภายในวันจันทร์ที่ 17 ก.พ.นี้ และยังคงยึดคำสั่งเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ  ที่นัดวินิจฉัยคดีเงินกู้ดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 21 ก.พ.นี้  การเคลื่อนไหวของอีกหนึ่งแกนนำพรรคอนาคตใหม่ก็เกิดขึ้นอีกจนได้

 


2. น.ส.พรรณิการ์  วานิช ส.ส. บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่  เดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง   ว่า   "การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการดำเนินการเช่นนั้น   ส่วนตัวมีข้อน่าสงสัย  ถึงการไม่เปิดการไต่สวน  แต่กลับให้ส่งถ้อยคำของพยาน 17 ปากจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมหรือไม่  


เพราะที่ผ่านมาเกิดข้อวิจารณ์ถึงกระบวนการพิจารณาคดีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาตลอด  เช่น การมีเอกสารหลุดและเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับความถูกต้องในการพิจารณา   แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่เกิดการไต่สวนต่อสาธารณะ อีกทั้งพยานจำนวน 17 ปากส่วนใหญ่เป็นอดีต กกต. และเจ้าหน้าที่ กกต. อันเป็นพยานที่พรรคอนาคตใหม่ไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เอง จึงจำเป็นต้องอาศัยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในทางกลับกันหากต่อให้พรรคทำบันทึกถ้อยคำของพยานทั้ง 17 คนได้ทันกำหนดวันที่ 17 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาถ้อยคำพยานทั้งหมดอย่างถ่องแท้ได้ทัน 21 ก.พ.หรือไม่ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เลื่อนการอ่านคำวินิจฉัยออกไป

 


"ทำไมศาลรัฐธรรมนูญ  ยังยืนยันจะตัดสินคดี 21 ก.พ.และไม่เปิดการไต่สวนสาธารณะ  เรื่องนี้ซ้ำรอยเดิมมาตั้งแต่ กกต.ที่มีความผิดปกติและรีบร้อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ  ทั้งหมดนี้ขอให้ประชาชนจับตาดูว่า   ความยุติธรรมในคดีจะเกิดได้หรือไม่ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าในวันที่ 21 ก.พ.จะไม่เดินทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ  แต่จะฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่พรรคอนาคตใหม่ และขอเชิญชวนผู้รักความเป็นธรรมไปร่วมฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่พรรคอนาคตใหม่เวลา 15.00 น." 

 


ท้ายสุด 3.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  แถลงเพิ่้มเติมปิดท้าย   ว่า  ตัดสินใจจะยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นรายบุคคล กล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับตนเอง   ส่วนพรรคจะจัดกิจกรรมเชิญสัญลักษณ์หรือไม่  คงต้องหารือทีมยุทธศาสตร์พรรคก่อน  

 


"กกต.บอกว่าเงินกู้เป็นรายได้  และตีความว่าผมผิดตามมาตรา 66  เมื่อไร  คุณเถียงกับนักบัญชี  นักกฎหมายทั่วประเทศ  เพราะมันไม่ใช่   มันมีมาตรฐานการบัญชีรองรับอ ยู่ ดังนั้น ดิ้นตรงนี้ไม่ได้ หรือจะบอกว่าผมครอบงำพรรคได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยศึกษาเลยว่าพรรคผมทำงานอย่างไร อยู่ๆ มากล่าวหาว่าผมครอบงำพรรค อยากจะรู้ว่าจะเขียนอย่างไรว่าผมครอบงำพรรค และสุดท้ายจะพิสูจน์อย่างไรว่าเงินของผมมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย"

 

 


และนี่้เป็นสถานการณ์ทางการเมืองที่ต้องเฝ้าจับตา  ทั้งผลที่จะเกิดขึ้นก่อนและหลังการอ่านคำวินิจฉัย  กรณีการปล่อยเงินกู้ให้กับพรรคอนาคตใหม่  ของ นายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรรมนูญ ไม่ถือว่าเป็นช่องทางรายได้ของพรรคการเมือง   และหลายฝ่ายระบุว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว  โดยคำสารภาพและหลักฐานปรากฎเป็นเอกสาร  ว่า เงินจำนวน 191.2 ล้านบาท มาจากการให้ของ นายธนาธร  !???

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว