เปิดช่องโหว่โครงการสวัสดิการกองทัพ ลุ้นหนัก "บิ๊กแดง" ทำให้สำเร็จอุดรอยรั่ว ก่อนเกษียณ หน้าที่ผบ.ทบ.

Publish 2020-02-13 12:23:01


ถือเป็นประเด็นที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการฟื้นฟู จิตใจ จากเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนคราชสีมา และมีการเชื่อมต่อจิ๊กซอร์จนพอมองเห็นจุดเริ่มต้นปัญหา ถึงขั้น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ยอมรับเองว่าปัญหาทั้งหมด ต้องได้รับการตรวจสอบแก้ไข  



ดังข้อความบางช่วงตอน ระหว่างการแถลงเปิดใจ บนรอยน้ำตาชายชาติทหาร เพราะการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน  เจ้าหน้าที่กำลังพล กองทัพบกถูกตั้งมาเป็นระยะเวลายาวนาน   มีโครงการหลายอย่างเป็นจำนวนมาก เคยมีโครงการเช่นนี้ เช่น  บ้านสวัสดิการ การกู้เงิน การร่วมมือระหว่างหน่วยทหารกับพ่อค้า มีการวิ่งเต้น ซึ่งตนไม่อยากลงรายละเอียด และเรื่องทั้งหมดนี้ตนทราบและรับรองว่า  อีก  3  เดือนต่อจากนี้ตั้งแต่ระดับนายพลถึงระดับพันเอกหลายคนไม่มีงานแน่ และตนก็ไม่สน เพราะรู้ข้อมูล ตนเติบโตมากับความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องในหลายเรื่อง ซึ่งตนได้แจ้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แล้วว่า “พี่ครับ ผมต้องทำ” 

 


ขณะที่  พล.อ.ประยุทธ์   จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  ย้ำชัดเจนถึงกรณีปัญหาภายในกองทัพ จนบางฝ่ายนำไปวิพากษ์วิจารณ์โจมตีทหาร    ว่า   "ขณะนี้กำลังให้ไปดำเนินตรวจสอบแล้ว เพื่อค้นหามูลเหตุและแรงจูงใจในการกระทำความผิดดังกล่าว โดยให้มีการตรวจสอบทั้งในเรื่อง โครงการบ้านจัดสรรของกองทัพบกซึ่งวัตถุประสงค์ให้ข้าราชการมีบ้านเป็นของตนเอง  ว่า   มีช่องว่างตรงไหนที่ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน   รวมถึงจะมีการเปิดช่องทางร้องทุกข์เพื่อให้ข้าราชการทหารที่ประสบปัญหาสามารถร้องเรียนต่อผู้บัญชาการทหารบกได้โดยตรง นอกจากการร้องเรียนตามระบบราชการปกติ

 


อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้วก็ต้องไปดูถึงมาตรการเดิมที่มีอยู่แล้วเพียงพอหรือไม่ บทเรียนครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่  ที่ทุกฝ่ายจะต้องนำไปแก้ไข ปรับปรุง เพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก"

 


ประเด็นที่ต้องพิจารณา  ก็คือ   เรื่อง    การซื้อบ้านตามโครงการสวัสดิการทหาร   ราคา  1.5 ล้านบาท  ซึ่งมีข้อมูลระบุว่า  ทำให้เกิดปมขัดแย้งระหว่าง  จ.ส.อ.จักรพันธ์  ถมมา    นายทหารสังกัดกองสรรพาวุธกระสุนที่  22  กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ กองทัพภาคที่ 2  กับ  พ.อ. อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ ผบ.พัน.สพ.กระสุน 22 บชร.2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์  ในฐานะผู้บังคับบัญชา   โดยมีแม่ยายเป็นจิ๊กซอร์สำคัญของเงื่อนปมทั้งหมด   มีรายละเอียดแท้จริง  อย่างไร  


โดยชุดข้อมูลแรก  ถูกนำเสนอโดยตัวแทนกลุ่มธรรมาภิบาล จังหวัดนครราชสีมา   อธิบายปมที่มาข้อกล่าวหา ว่าด้วยเงินทอน หรือ เงินส่วนต่าง  ซึ่งถูกเรียกว่าค่านายหน้า  โครงการบ้านสวัสดิการทหาร  จำนวน 5 หมื่นบาท  หรืออาจมากกว่านั้น  ซึ่งมีการระบุว่า  จ.ส.อ.จักรพันธ์  เป็นผู้ไปทวงถามจากแม่ยาย   พ.อ. อนันต์ฐโรจน์ แต่ไม่สำเร็จ  จนทำให้เกิดปากเสียงอย่างรุนแรง   ด้วยปมแค้นที่สั่งสมมาตลอดหลายเดือนก่อนหน้า

พร้อมกับมีการแยกประเด็นเพื่อนำไปสู่การสอบสวนข้อเท็จจริง ดังนี้  1. กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน  เกี่ยวข้องกับนายทหารระดับสูงและเครือญาติ  2.ทหารผู้น้อยจะเกรงใจนายทหารมากจึงไม่มีสัญญาอะไร และทหารผู้น้อยไม่มีความรู้ด้านกฏหมาย  3.โครงประเภทนี้ทำกันมานานกว่า 20 ปี สร้างความร่ำรวยให้คนจับเสือมือเปล่า ซื้อถูกแต่ขายแพงให้ลูกน้อง  4. สะท้อนการปล่อยปละละเลย ของผู้บังคับบัญชา


รวมถึงให้ข้อมูลว่า  " นครราชสีมาเป็นเมืองขนาดใหญ่ งบประมาณมีจำนวนมาก  ปัญหาการทุจริตก็มีมากตามไปด้วย  โดยนอกจากปัญหาเรื่องนายหน้าซื้อขายที่ดินบ้านจัดสรรทหารดังกล่าวแล้ว  ภาคประชาชนด้านการตรวจสอบทุจริตและประพฤติมิชอบ ยังให้ความสนใจติดตามปัญหากรณีสหกรณ์ครูโคราชที่มีเงินหมุนเวียน 2-3หมื่นล้านบาท สมาชิกเกือบ3หมื่นคน กำลังมีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเงินภายใน  แต่ส่วนราชการยังไม่มีบทบาทเข้ามาช่วยเหลือสมาชิกเท่าที่ควร 

 

 



อาทิเช่น  กรณีการทุจริตโครงการอาหารกลางวัน และการจัดซื้อจัดจ้างสนามฟุตซอล 56 โรงเรียน   ที่มีครอบครัวนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง  ปัญหาเกิดตั้งแต่ปี 2555  จนถึงวันนี้ผ่านไป 8 ปี เรื่องยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ซึ่งปัญหาความไม่ชอบมาพากลลักษณะนี้ จะมีผลกระทบต่อรัฐบาลได้ ทางกลุ่มเครือข่ายต่อต้านการทุจริตฯ นครราชสีมา จึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งรัดสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาโดยด่วน"

 


สอดรับกับหลักฐานภาพพร้อมข้อความ ที่ปรากฎในเพจชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม ว่า   "เปิดหลักฐานปม เบี้ยวเงินส่วนต่างค่าบ้านที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ จ.ส.อ.จักรพันธ์ทวงเงินแล้วไม่ได้  จนก่อเหตุยิงโดยที่แฟนผู้พันพูดไม่เป็นความจริงที่สำคัญยังถูกอมเบี้ยเลี้ยงและสั่งขังลงโทษ (เงินกู้ 1,125, 000  ลบค่าจ้างสร้างบ้าน 750,000 บาท คงเหลือเงินทอน 375,000บาท)  และยังมีค่านายหน้าอีก 50,000 บาท ต่างหากที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์แนะนำลูกค้า"


อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนที่ปรากฎ  รอให้มีการตรวจสอบในเชิงลึกว่าเกี่ยวกับใคร  อย่างไร   ด้วยเหตุที่ว่าปมประเด็นเรื่องผลประโยชน์ บนเงื่อนไขการเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชาในแวดวงกองทัพ เริ่มทยอยออกมาปรากฎมากขึ้น  ถึงขั้น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์  ผู้บัญชาการทหารบก  จะเปิดสายด่วนเพื่อให้กำลังพลแจ้งเบาะแส  ปัญหาระบบอุปถัมภ์ และการเอารัดเอาเปรียบในทุกรูปแบบ ตามคำสัญญาที่ประกาศจะดำเนินการให้เป็นผลภายใน 3 เดือน

 


(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  บิ๊กแดงยันชัด นายกฯหนุนปฏิรูปกองทัพ เดินหน้าเคลียร์มาเฟียสีเขียว ย้ำผิดพลาดพร้อมแก้ไข วอนอย่าซ้ำเติม)

 

 


ขณะที่ก่อนหน้านั้น สำนักข่าวอิศรา  ได้นำแสดงข้อมูลเรื่องการเงิน กองการออมทรัพย์  กรมสวัสดิการทหารบก จากเว็บไซต์ http://www.oomsub.com/Default.aspx  โดยเฉพาะเงื่อนไขเรื่องการกู้เงินไว้ดังนี้ 


ขั้นตอนการขอกู้เงิน อทบ. ของ ยย.ทบ.  ประกอบด้วย
1. ข้าราชการต้องการกู้เงินก็จะมาสอบถามยอดเงินกู้จากเจ้าหน้าที่ อทบ. ที่แผนกสวัสดิการ กบร.ยย.ทบ.
2. เจ้าหน้าที่ อทบ. ผสก.กบร.ยย.ทบ. ตรวจสอบใบเงินเดือน และเขียนใบรายรับรายจ่าย เมื่อกู้แล้ว ดูยอดเงินเดือนว่ามีเงินเหลือ 1 ใน 3 ของเงินเดือนเต็มจำนวน
3. ผู้ขอกู้เงิน อทบ. กรอกข้อมูลในสัญญา(อ.4) และ(อ.5) และนำเรียนตามสายการบังคับบัญชา ผ่าน ผกง.ยย.ทบ.เพื่อตรวจ
สอบหนี้สิน

4. เจ้าหน้าที่ อทบ. แผนกสวัสดิการ กบร.ยย.ทบ. รวบรวมเอกสาร ส่งเรื่องขอกู้เงินไปยัง สก.ทบ. ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน
5. เมื่อ สก.ทบ. ดำเนินการเขียนเช็ค เพื่อนำเรียน รอง จก.ยย.ทบ. (2) เป็นผู้ลงนามในเช็คสั่งจ่าย โดยสั่งจ่ายที่ ธนาคารทหารไทยสาขางามวงศ์วาน

 

และเมื่อตรวจสอบหลักเกณฑ์การกู้เงิน อทบ. ที่เกี่ยวกับเงินกู้ เพื่อการเคหสงเคราะห์    พบว่า  มีการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขสำคัญไว้หลายข้อ อาทิ ต้องรับราชการมาไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ มีเงิน อทบ.ฝาก นำโฉนดที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุด มาเป็นหลักประกันเงินกู้  ตำแหน่ง จ.ส.อ. วงเงินกู้อยู่ที่ 1,500,000 บาท (ดูข้อมูลในภาพประกอบ) 

 

ประเด็นสำคัญคือตรงกับข้อมูล  ที่มีการระบุว่า จุดเริ่มการซื้อบ้านของ จ.ส.อ.จักรพันธ์ มาจากการนำบ้านพักตัวเองไปค้ำประกัน ยื่นกู้เงินออมทรัพย์พิเศษ กับกองการออมทรัพย์ กรมสวัสดิการทหารบก และคาดว่า จ.ส.อ.จักรพันธ์ ยื่นขอกู้เงินเป็นจำนวน 1.5 ล้านบาท นำมาซื้อบ้าน พร้อมตกแต่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ จนเหลือเงินส่วนต่าง   และมีจุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ข้อกำหนดการจ่ายเงินกู้ ที่ระบุว่า การปลูกสร้างอาคาร จ่ายเงินเป็น 3 งวด อัตรา 2:1:1 รับเงินที่ กอท.สก.ทบ.เท่านั้น 

 


ไม่เท่านั้นเพื่อให้ชัดเจน และร่วมติดตามการทำงานของพล.อ.อภิรัชต์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก  ไปพร้อมกัน  สำนักข่าวอิศรา  นำเสนอข้อมูลอีกชุดเพิ่มเติม ขยายความในประเด็นทั้งที่เป็นชนวนเหตุปัญหาในพื้นที่นครราชสีมา และน่าจะอีกหลายพื้นที่ ถ้ามีการตรวจสอบอย่างจริงจัง  เนื่องจากมีจุดช่องโหว่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์  จากนายทหารผู้บังคับบัญชา  กับ กำลังพลชั้นผู้น้อย   ประกอบด้วย   

1. กองทัพบกหรือกระทรวงกลาโหม กำหนดให้มีโครงการเงินกู้สวัสดิการสำหรับซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านให้กับกำลังพล โดยสามารถนำเงินกู้ไปซื้อที่ดินว่างเปล่าไว้ก่อนโดยยังไม่ต้องสร้างบ้านในทันทีก็ได้

2. เอกชนที่ร่วมมือกับนายทหารระดับสูงบางกลุ่มที่รับผิดชอบโครงการสวัสดิการเงินกู้   จัดทำโครงการจัดสรรที่ดินขึ้นมา โดยหาซื้อที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินเกษตรกรรมราคาถูก ๆ ขนาดเนื้อที่ประมาณ 10-20 ไร่ หรือมากกว่านั้น มาทำการจัดสรรโดยแบ่งแยกเอกสารสิทธิเป็นที่ดินแปลงย่อยประมาณ 50 ตารางวาต่อแปลง ซึ่งจะทำให้ได้ที่ดินแปลงย่อยนับร้อยแปลง นำไปขายให้กับทหารชั้นผู้น้อยผ่านโครงการสวัสดิการเงินกู้ของทหาร โดยที่ดินที่จัดสรรไม่ได้จัดทำสาธารณูปโภคใด ๆ ที่ผู้ซื้อจะสามารถนำที่ดินไปใช้ปลูกสร้างบ้านพักอาศัยได้ เพียงแต่อาจจะมีการไถ่กลบวัชพืชเพื่อให้เห็นเป็นแปลงที่ดินเท่านั้น

3. เอกชนผู้จัดสรรที่ดินจะประสานงานกับนายทหารที่รับผิดชอบโครงการสวัสดิการเงินกู้สำหรับซื้อที่ดิน เพื่อเกณฑ์ให้ทหารหรือกำลังพลของกองทัพกู้เงินจากโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อนำเงินมาซื้อที่ดินในโครงการที่จัดทำขึ้น

4. การที่จะทำให้กำลังพลกลุ่มเป้าหมายคือทหารระดับล่าง เข้าไปซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรของเอกชน และยื่นขอเงินกู้สวัสดิการเพื่อใช้ซื้อที่ดิน นอกเหนือจากการใช้อำนาจของนายทหารระดับสูงแล้ว ยังต้องมีแรงจูงใจด้วยการทำให้มีเงินกู้เหลืออยู่จำนวนหนึ่งหลังชำระค่าที่ดินแล้ว เป็นเงินสดให้กับทหารที่ซื้อที่ดิน ซึ่งเรียกกันว่า “เงินทอน”

5. การที่จะทำให้มี “เงินทอน”ได้ จะต้องทำให้ทหารที่เป็นผู้ซื้อที่ดินกู้เงินสวัสดิการได้สูงกว่าราคาซื้อที่ดิน

6. การที่จะกู้เงินได้สูงกว่าราคาซื้อที่ดิน ก็จะต้องประเมินราคาที่ดินให้สูงกว่าราคาซื้อขายจริง

7. การกู้เงินเกินกว่าจำนวนเงินที่จะใช้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการสวัสดิการเงินกู้ดังกล่าว และการกู้เงินให้ได้เกินกว่ามูลค่าของที่ดินที่ใช้เป็นหลักประกัน ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ให้กู้ คือหน่วยทหารที่ดูแลโครงการเสวัสดิการเงินกู้ ย่อมทำไม่ได้

8. การจัดสรรผลประโยชน์จึงต้องกระจายไปยังบุคคล 4 ฝ่าย อย่างลงตัว คือ 1) เอกชน เจ้าของโครงการจัดสรรที่ดิน 2) นายทหารบางคนที่ดูแลโครงการสวัสดิการเงินกู้ 3) ทหารระดับล่างที่เป็น ผู้ซื้อที่ดินในโครงการ 4) นายหน้าที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง 3 ฝ่ายแรก

9. การได้รับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย เป็นดังนี้

1) เอกชนเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดิน ได้รับประโยชน์จากการซื้อที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินเกษตรกรรมราคาถูก ๆ แล้วนำมาจัดสรรแบ่งขายในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมาหลายเท่าตัว เช่น ซื้อที่ดินเนื้อที่ 20 ไร่ ราคาไร่ละ 50,000 บาท หรือตารางวาละ 125 บาท เป็นเงินที่ใช้ซื้อที่ดิน 1,000,000 บาท นำมาแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยแปลงละ 50 ตารางวาและแบ่งเป็นถนนซอยในโครงการ จะเหลือพื้นที่ขายประมาณ 80 % ของที่ดิน 20 ไร่ คือ 16 ไร่ หรือ 6,400 ตารางวา เป็นจำนวนแปลง 128 แปลง นำไปขายให้กับทหารในราคา ตารางวาละ 3,000 บาท หรือแปลงละ 150,000 บาท ถ้าขายได้หมดทั้งโครงการจะได้รับเงิน 19,200,000 บาท ซึ่งสูงกว่าต้นทุนของที่ดินที่ซื้อมาถึง 18,200,000 บาท เอกชนเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินจึงสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายเป็นค่าอำนวยความสะดวกให้กับนายทหารที่ดูแลโครงการเงินกู้สวัสดิการได้เป็นจำนวนสูง

 

2) นายทหารที่ดูแลโครงการสวัสดิการเงินกู้ ได้รับประโยชน์จากเอกชนเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินเป็นค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ โดยคิดตามจำนวนแปลงในโครงการ เช่น แปลงละ 50,000 บาท จำนวน 128 แปลง เป็นเงินรวม 6,400,000 บาท แต่การจ่ายเงินค่าดำเนินการไม่ใช่จ่ายทีละ 50,000 บาท ตามที่มีทหารระดับล่างตกลงซื้อที่ดินแต่ละแปลง แต่จะต้องจ่ายทั้งก้อน 6,400,000 บาท ทันทีที่ตกลงกัน โดยนายทหารที่ดูแลโครงการเมื่อรับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว มีหน้าที่จะต้องทำให้ทหารระดับล่างที่ตกลงซื้อที่ดินและยื่นขอเงินกู้สวัสดิการได้รับเงินกู้เกินกว่าราคาที่ซื้อขายจริง คือสูงกว่า 150,000 บาทต่อแปลง เช่น ถ้าต้องการให้มีเงินทอน 50,000 บาท ก็จะต้องอนุมัติเงินกู้สวัสดิการให้ได้ 200,000 บาท ซึ่งโดยปกติจะอนุมัติเงินกู้ได้ไม่เกิน 80 % ของราคาประเมินที่ดิน และไม่เกินราคาซื้อขายจริง ดังนั้นจึงต้องประเมินราคาที่ดินให้ได้ไม่ต่ำกว่า 250,000 บาท และทำสัญญาจะซื้อจะขายในราคาไม่ต่ำกว่า 250,000 บาท ซึ่งเกินกว่าราคาซื้อขายจริงไป 100,000 บาท

 

 

3) ทหารระดับล่างที่เป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการ หลังจากทำสัญญากู้เงินสวัสดิการจำนวน 250,000 บาทและจำนองที่ดินเป็นหลักประกันแล้ว จะได้รับเงินทอนจำนวน 50,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่าต้องเป็นหนี้เงินกู้สวัสดิการ 250,000 บาท เพื่อแลกกับเงินทอนจำนวนดังกล่าว และได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 50 ตารางวา ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ซึ่งมีราคาที่แท้จริงเพียง 6,250 บาท หรือตารางวาละ 125 บาท โดยมีภาระต้องผ่อนชำระไปอีกเป็นเวลานานนับ 10 ปี

 

4) นายหน้า ได้รับประโยชน์จากค่านายหน้าประมาณ 3 % ของราคาซื้อขายที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย คือ 3 % ของ 250,000 บาท เป็นเงิน 7,500 บาทต่อแปลง โดยมีหน้าที่ประสานงานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและติดตามเรื่องเพื่อให้เกิดการซื้อขาย และเงินกู้สวัสดิการได้รับการอนุมัติโดยเร็ว

 

ขอบคุณข้อมูล : สำนักข่าวอิศรา


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว