พล.ท.นันทเดช ตอกเจ็บจี๊ด ปิยบุตร ปิ๊งผุดกมธ.ต้านรัฐประหาร ขยันพูดไม่คิด ฟังแล้วสงสาร

Publish 2020-02-07 17:18:05


เดินหน้าจุดยืนทางการเมืองแบบเข้มข้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าพรรคอนาคตใหม่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร   จากคำวินิจฉัยในคดีที่กกต.ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยกรณีตรวจพบมีการกู้ยืมเงินจากนายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191.2 ล้านบาท อันเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560   และ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ



ทั้งการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนมาถึงการขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาเพื่อหาแนวทางป้องกันการรัฐประหาร  โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคต พร้อมคณะ เป็นผู้เสนอ พร้อมอภิปรายเหตุผลประกอบบางช่วงบางตอน  ว่า  เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเจอรัฐประหารหลายครั้ง  และมีข้ออ้างเพื่อดำเนินการอยู่ไม่กี่ข้อ   อาทิ  กรณรีมีบุคคลเป็นบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์   เกิดภัยคอมมิวนิสต์ รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น  เป็นต้น 

 

และเมื่อยึดอำนาจได้สำเร็จก็จะฉีกรัฐธรรมนูญ ปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ และสักพักก็มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมาตามลำดับ เมื่อดูวัฏจักรแล้ว ตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงขณะนี้ 88 ปี คนไทยมีชีวิตอยู่กับรัฐธรรมนูญชั่วคราวมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวร

 

ขณะที่ จากการศึกษาวิธีป้องกันการรัฐประหารของตน พบว่า เราต้องปฏิรูปกองทัพให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย รัฐบาลพลเรือนต้องอยู่เหนือทหาร ไม่ใช่ให้ทหารขี่คอรัฐบาลพลเรือน  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องขจัดมายาคติว่า รัฐประหารคือยาวิเศษ  แต่คือความผิดที่ต้องช่วยกันต่อต้าน เพื่ออนาคตลูกหลานและประเทศ
  


ล่าสุด  พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์   กรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ(รอง.ผอ.ศป.ข.)  แสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว  โดยระบุว่า  "กรณีคุณปิยบุตร กับพวก เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ  ศึกษาการต้านรัฐประหาร  ผมฟังแล้วรู้สึกสงสาร คุณปิยบุตร ที่อายุยังน้อยแต่ได้หน้าลืมหลัง หรือ  อาจะเป็นเพราะไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ จึงลืมไปว่า พรรคอนาคตใหม่ ยึดแนวของคณะราษฏรเป็นหลักการดำเนินงานของพรรค

 

 

คณะราษฏรนั้น เริ่มต้นด้วยการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง  ด้วยกำลังทหารโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนอะไรเลย หลังจากนั้น แกนนำคณะราษฏร ก็แย่งชิงอำนาจกันไปมา ด้วยการทำรัฐประหารเข่นฆ่ากันเอง ถึง 14 ครั้ง
จนหมดอำนาจของคณะราษฏรคนสุดท้าย  คือจอมพล ป. ซึ่งก็กินเวลานานถึง 25 ปี



การทำรัฐประหารของคณะราษฎร จึงเป็นแม่แบบของการรัฐประหาร ที่ทำกันติดต่อมาตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมาถึงยุคโลกาภิวัฒน์ที่เต็มไปด้วบข้อมูลข่าวสาร  ส่วนการทำรัฐประหาร 2 ครั้งหลัง ที่คุณปิยบุตร มักจะโจมตีอยู่เสมอ หรือ รู้สึกอิจฉานิดๆ นั้นได้มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป โดยมีองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ

 

(1) รัฐบาลทุจริตชัดเจน
(2) ประชาชนออกมาต่อต้านการทุจริต ถูกฆ่าด้วยอาวุธสงคราม
(3) ประชาชนเป็นฝ่ายเรียกร้องให้ทหารออกมาช่วย

 


อาทิเช่น 1. การปฏิวัติ ปี 2549 ประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลทุจริต ถูกเข่นฆ่าด้วยอาวุธสงคราม แม้แต่กรมทหารราบยังถูกยิงเลย  ทหารก็ต้องออกมาทำรัฐประหาร รัฐบาลทหารก็อยู่มาได้เกือบ 3 ปี ซึ่งถ้าอยู่ต่อไปอีกก็ได้  เพราะไม่มีประชาชนออกมาต่อต้านการบริหารบ้านเมืองโดยรัฐบาลทหารเลย

 

2. การทำรัฐประหารครั้งล่าสุด เมื่อปี 2557 นั้น ก็มาจากเรื่องทุจริตอีกเช่นเดิม และคราวนี้เป็นการทุจริตนับแสนล้าน นับว่ามากที่สุดในบรรดาการทุจริตทั้งหมดที่เคยมีมา ประชาชนก็ออกมาขับไล่มีจำนวนมากที่สุดในโลก และถูกลอบทำร้ายเข่นฆ่าอีก ทหารต้องออกทำรัฐประหารตามคำเรียกร้องของประชาชน เพื่อยุติความรุนแรง ซึ่งเป็นการทำรัฐประหารที่ไม่ต้องใช้กำลังอำนาจทางทหารเลยด้วยซ้ำ

 

ขอฝากไปให้ คุณปิยบุตร เข้าใจด้วยว่า เมื่อตอนเป็นอาจารย์จะพูดแบบไหน นักศึกษาก็ต้องเชื่อ แต่ตอนนี้เป็น ส.ส. พูดให้ประชาชนฟัง ควรต้องค้นคว้าหาความจริงให้ดีก่อนพูด เพราะที่พรรคอนาคตใหม่มีคดีมากมายเช่นนี้ ก็มีสาเหตุมาจากการขยันพูดนั้นเอง แต่ถ้าคิดว่าพูดแบบนี้แล้ว คดีกู้เงินพรรค จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ก็ตามสบายเถอะครับ

 

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว คุณปิยบุตรช่วยศึกษาการเรียกร้องประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ของประชาชน เช่นในปี  2516  สักนิด  อย่ายึดติดอยู่แค่จำนวนตัวเลข  การปฏิวัติ  หรือแค่ปี 2475 เพราะขนาดคุณปิยบุตร เกิดทันเหตุการณ์ ในปี 2549 และปี 2557 คุณปิยบุตรยังพลาดข้อเท็จจริงไปมากมายเลย แล้วประสาอะไรจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนปี 2522

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว