แรงกระเพื่อมเดิมๆ ในปชป. “รัฐบาลลุงตู่” ยังเสี่ยงไม่จบ เพราะเสียงปริ่มน้ำ !!

Publish 2019-12-04 16:19:10


@ใช่ว่าเกิดแล้วไม่เกิดซ้ำ   สำหรับเหตุกรณีพรรคร่วมรัฐบาล    พลาดท่าแพ้โหวตในสภาฯให้กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน  จากการเสนอญัตติด่วน  โดย  ปิยบุตร  แสงกนกกุล   เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่  ที่คนส่วนใหญ่รู้ว่ามีทัศนคติและแนวทางการทำเมืองอย่างไร   แต่คนในพรรคร่วมรัฐบาลกลับเทใจไปสนับสนุน 



ขณะที่ในมุมของ   จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์   ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์    เห็นว่าเรื่องการแพ้โหวต  และสภาล่ม เป็นเรื่องของทุกพรรคร่วมรัฐบาล  ต้องช่วยระดมสมาชิกแต่ละพรรคให้เข้าประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน  เพราะต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้เสียงรัฐบาลอยู่ในสภาพปริ่มน้ำ   โดยล่าสุดเสียงฝั่งรัฐบาลมีเพียง  254  เสียง   ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนทราบหน้าที่ของตัวเองดี และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้ย้ำให้ประธาน  ส.ส.และวิปของพรรค   กำชับสมาชิกพรรคให้เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง  

 

 

ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับไปดูการลงมติ วันที่ 27  พฤศจิกายน  2562   พบว่ามี ส.ส.ขาดการประชุม หรือ ไม่ได้ร่วมโหวตถึง  33 คน  ประกอบด้วย  พรรคร่วมรัฐบาล  18 คน แยกเป็น  พรรคพลังประชารัฐ 8 คน  ประชาธิปัตย์  6 คน  ภูมิใจไทย  3 คน และ ชาติไทยพัฒนา อีก 1 คน


ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้าน  มีจำนวน  15 คน  ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 10 คน    พรรคอนาคตใหม่  2  คน   พรรคเศรษฐกิจใหม่   1  คน  พรรคเสรีรวมไทย 1  คน และ พรรคประชาชาติ  1 คน  


ดังนั้นจากเหตุสภาฯล่มที่เกิดขึ้น   ชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาล  ปฏิเสธไม่ได้ในการต้องโทษตัวเองก่อน    จะไปกล่าวโทษพรรคร่วมฝ่ายค้าน     เพราะพรรคร่วมรัฐบาล   ถือเป็นเสียงข้างมากในสภาฯ     แต่ในมุมของพรรคร่วมฝ่ายค้านเอง   ก็สมควรให้ประชาชนผู้เสียภาษี   ตำหนิติเตียน    เพราะสู้อุตส่าห์ใช้สิทธิ์เสียง   เลือกไปทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร   หากกลับเลือกจะละทิ้งหน้าที่   ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์สภาล่ม  เพื่อผลทางการเมืองเท่านั้น


@กลับมาที่ประเด็นหลัก  ว่าด้วยการแพ้โหวตของพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำให้เห็นว่า   นอกจากปัญหาเรื่องเสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาล  ทั้งกรณีเสียงปริ่มน้ำ   แล้วยังเห็นสภาพคลื่นใต้น้ำ  ภายในพรรรคร่วมยังไม่หายไปไหน


ชัดเจนว่ากรณี ประเด็นพรรคประชาธิปัตย์  วันนี้กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมให้กับรัฐบาลอีกรอบ  หลังจาก  อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ   อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   ลาออกจากความเป็น ส.ส.  เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน  2562  พร้อมแถลงจุดยืนเรื่อง  ไม่สนับสนุนการร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี 

 



ตามมาด้วยการเคลื่อนไหวของกลุ่ม New Dem หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ทางการเมือง ของพรรคประชาธิปัตย์  ที่ทยอยลาออกจากสมาชิกพรรค ด้วยเหตุผลเดียวกับ อภิสิทธิ์  ว่าด้วยข้ออ้างเรื่องจุดยืน อุดมการณ์ประชาธิปไตย  

 

ไม่จบเท่านั้น  ร่องรอยปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์   ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง    วันที่ 11 มิถุนายน  2562   กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ก็ยื่นหนังสือลาออกสมาชิกพรรค   ให้เหตุผลว่า   พรรคประชาธิปัตย์มีแนวืางขับเคลื่อนในทิศทางเห็นต่างกับตนเอง   แต่ถึงจะลาออกก็จะไม่หนีไปไหน   เพราะยังสามารถทำงานร่วมกันได้  เพราะเป็นเพื่อนกัน โดยส่วนตัวจะยังคงทำงานขับเคลื่อนแนวคิดเสรีประชาธิปไตยต่อไป เพื่อให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ไม่เอากับประชานิยม  เผด็จการ และการทุจริตประพฤติมิชอบ"

  

ตามมาด้วย   กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ  อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ที่ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุผลสำคัญ  ว่า   ที่ผ่านนมาเป็นแค่สมาชิกพรรค  และไม่ได้มีบทบาทในพรรคมาตั้งแต่ปี 2554  รวมทั้งไม่ได้เป็น ส.ส.พรรคมากว่าสิบปีแล้ว

 

@ ขณะที่จนถึงปัจจุบัน  ไม่ชัดเจนว่ารอยร้าวของพรรคประชาธิปัตย์   ในช่วงก่อนตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ยังคงสภาพอยู่หรือไม่ 


ถ้าย้อนกลับไปดูเหตุก่อนหน้า  เกิดการปะทะคารมระหว่าง นายพีรพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค  กับ นายหัวชวน  หลีกภัย   ในฐานะฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สมัครชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับอีกฝ่ายเป็นประธานสภาที่ปรึกษา พรรคประชาธิปัตย์


จนนำมาซึ่งการโพสต์ข้อความสื่อให้เห็นว่า  ความพ่ายแพ้ในการแข่งขันชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ปัจจัยสำคัญมาจากถูกขวางโดยผู้ใหญ่ภายในพรรค  ดังถ้อยคำบางช่วงบางตอนว่า  “ ผมบอกเพื่อนๆว่าเราควรดีใจและภูมิใจอย่างยิ่งที่สมาชิกพรรคตัวเล็กๆอย่างพวกเราและเพื่อนๆที่ร่วมทำงานกันมาเพียงแค่หกวันกลับได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อน ส.ส. ถึง 20 เสียง น้อยกว่าทีมผู้ชนะเพียง 5 เสียงเท่านั้น

 


พวกเขาต่างหากที่ควรจะต้องเสียใจและหมดกำลังใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าพลังแห่งอำนาจบารมีที่สั่งสมร่วมกันมาหลายสิบปีนั้น บัดนี้เริ่มเสื่อมถอยลงแล้ว สามารถสนับสนุนเอาชนะพลังเล็กๆของพวกเราที่ทำงานกันมาเพียงแค่หกวัน ได้เพียงแค่ 5 คะแนนในส่วนของ ส.ส. 52 คน และเพียงแค่ 50 คะแนน ในส่วนขององค์ประชุมอื่นประมาณ 250 คน

 


บารมีอันมากล้นชนะพวกเราได้เพียงเท่านั้นเองจริงๆ การที่อิทธิพลบารมีที่แอบแฝงเป็นเงาอยู่สามารถชนะพวกเราได้เพียงเท่านี้ ทั้งๆที่พวกเราทำงานกันเพียงแค่หกวัน มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและบ่งชี้ถึงความเสื่อมถอยของพวกเขาใช่หรือไม่???"

 


ก่อน นายหัวชวน หลีกภัย    ที่วันนี้จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร  เลือกจะยุติศึก  โดยการเน้นย้ำว่า    ส่วนตัวไม่มีปัญหากับนายพีระพันธุ์    และการพูดถึงปัญหาภายนอกที่เข้ามาแทรกแซง  ก็เป็นเพียงการพูดไปตามกระแสข่าวเรื่องความพยายามของบางฝ่าย   ในการใช้เงินและสิ่งต่าง ๆ มาสร้างความวุ่นวายในช่วงการเลือกหัวหน้าพรรค   ซึ่งสมัยก่อนหน้าก็เคยเกิดขึ้น   และขอย้ำว่าไม่ได้มีการพาดพิงถึงคุณพีระพันธุ์แต่อย่างใดเลย


ไม่นับรวมประเด็นปมขัดแย้ง   เรื่องการคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล     และท่าทีของ กรณ์  จาติกวณิช   เมื่อถูกถามถึงอนาคตกับพรรคประชาธิปัตย์   แล้วพูดว่า   ตอบให้โลกสวยก็ว่าจะอยู่กับ ประชาธิปัตย์ตลอดไป    แต่ทุกอย่างก็ต้องดูว่า  อุดมการณ์   แนวทางการเมืองของพรรคในอนาคตจะเป็นอย่างไร   คือถ้าไม่ตรงกัน  หรือ พรรคไม่ต้องการเรา   ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม  เพราะเราคิดว่าเรายังสามารถทำงานได้ เรายังสามารถทำงานให้ประเทศชาติได้มากกว่านี้ ถ้าเราอยู่ที่อื่น  อันนี้ก็ต้องพิจารณา เพราะตอนนี้อายุ 55 ปี  คงมีเวลาทำงานอีกอย่างน้อย 10 ปี


@ จนมาถึงกรณีการเข้าร่วมพรรคฝ่ายค้าน อย่าง อนาคตใหม่  ในการสนับสนุนญัตติเช็คบิลมาตรา  44  ของคสช.  ซึ่งแน่นอนว่า  6 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์  ต้องถือว่ามีผลไม่น้อย ในการทำให้พรรคร่วมรัฐบาลพ่ายแพ้

 

หากแต่   เทพไท เสนพงศ์   ส.ส.นครศรีธรรมราช  พรรคประชาธิปัตย์    ระบุว่า เรื่องของสภาล่มเป็นผลจากการที่รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนปริ่มน้ำ  ถ้ามองในแง่ขององค์ประชุม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล  แต่ถ้าดูในแง่ภาพลักษณ์ของสภาฯ  พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ต้องรับผิดชอบในกรณีที่เกิดขึ้นด้วย  

 

ส่วนเรื่อง 6  ส.ส.ประชาธิปัตย์  ลงมติสนับสนุนญัตติ ให้จัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบ  การกระทำ  ประกาศคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า  คสช.ตามมาตรา 44  ก็เป็นเรื่องอุดมการณ์ และจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์  

 


สำคัญที่สุดคือ ถ้าหากมีการโหวตอีกครั้ง  เทพไท  ยืนยันว่าจะยังคงสนับสนุนญัตติดังกล่าว  และเรื่องนี้ได้มีการแจ้งให้ที่ประชุมพรรคทราบก่อนหน้าแล้วว่า ทั้ง  6  ส.ส.  จะลงมติสนับสนุน  ดังนั้นการตัดสินใจดังกล่าวของพวกตนจึงไม่ใช่พวกงูเห่าสีฟ้าอย่างแน่นอน

 

@ ไม่เท่านั้นล่าสุด  เทพไท  ยังตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์ ของ  วิรัช รัตนเศรษฐ  ประธานวิปรัฐบาล   ในการให้สัมภาษณเรื่องสภาล่ม   ด้วยว่า  ปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์   

 

โดย เทพไท  ระบุว่า  องค์ประชุมเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล  และรัฐบาลประกอบด้วยพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค    เลยอยากให้ไปตรวจสอบรายชื่อ   ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลว่า  สภาล่ม 2ครั้ง  ว่ามี  ส.ส.ของพรรคใดขาดการประชุมบ้าง  เนื่องไม่ได้มีเฉพาะ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น  แต่ส.ส.พรรคพลังประชารัฐก็ขาดประชุมด้วยด้วยจำนวนหนึ่ง จึงอย่าโยนความผิดมาให้กับพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว 

 


ส่วนการโหวตลงมติในญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบของ ม.44  เทพไท ตอบโต้ประธานวิปรัฐบาล  ว่า ไม่สามารถเอามติวิปรัฐบาลมาบังคับพรรคร่วมรัฐบาลให้ลงมติ ตามวิปรัฐบาลได้  

 

แต่ต้องพิจารณาว่า มติวิปรัฐบาลมีความถูกต้องชอบธรรมหรือขัดต่ออุดมการณ์ของพรรคการเมืองอื่นหรือไม่  ที่สำคัญจะต้องเคารพเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ด้วย ไม่ควรใช้มติของวิปมาปิดปาก  หรือมัดมือชกให้ลงมติตามความต้องการของวิปรัฐบาลทุกครั้ง

 

พร้อมกันนี้อยากเรียกร้องให้ประธานวิปรัฐบาล  ทำงานอย่างอิสระ ปราศจากครอบงำของฝ่ายบริหาร  โดยต้องแยกแยะให้ได้ว่าเรื่องใดของฝ่ายบริหาร เรื่องใดเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ควรมาปะปนกัน หรือรอคำสั่งจากฝ่ายบริหาร จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ถ้ายังไม่มีการปรับปรุงวิธีคิดหรือวิธีการทำงาน ก็จะทำให้การทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรไม่มีความราบรื่นอย่างแน่นอน

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว