อธิบดี DSI ทำความเห็นแย้งอัยการแล้ว หลังไม่ฟ้อง อนันต์ อัศวโภคิน โยงคดีธรรมกายฟอกเงิน

Publish 2019-11-29 12:46:28


สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวน กรณีกล่าวหาว่านายอนันต์ อัศวโภคิน กระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีพิเศษที่ 10/2560 โดยคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการที่นายอนันต์  รับซื้อที่ดินจากบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด



โดยทางการสอบสวนพบว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ได้นำเงิน ที่ได้จากการทุจริตจากสหกรณ์ ฯ เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทและครอบงำการดำเนินธุรกิจของบริษัทดังกล่าว ภายหลังนายอนันต์ฯ มีการขายที่ดินและนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนหนึ่งบริจาคให้กับมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และเก็บไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยได้ดอกเบี้ย

 


อีกส่วนหนึ่ง และต่อมาได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับไปยังบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด  โดยทางคดีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 30 กันยายน 2562 ส่งสำนวนการสอบสวนกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 34 ว่าจะมีความเห็นแย้งในคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการหรือไม่

 



ล่าสุด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนคดีพิเศษที่ 10/2560 และความเห็นของพนักงานอัยการแล้ว มีความเห็นแตกต่างจากพนักงานอัยการโดยเห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องไปแล้ว จึงได้มีความเห็นแย้งความเห็นของพนักงานอัยการให้ฟ้องนายอนันต์ฯ ตามข้อกล่าวหาส่งพนักงานอัยการแล้ว ทั้งนี้ อยู่ที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง อันเป็นความเห็นชี้ขาดตามกฎหมาย

 


ก่อนหน้านั้น ที่สำนักงานอัยการสูงสุด กลุ่มผู้เสียหายในคดีการทุจริตยักยอกฉ้อโกงและฟอกเงินในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด นำโดยนายแก้วสรร อติโพธิ ในฐานะทีมกฎหมายและญาติผู้เสียหาย เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการอัยการ เพื่อเรียกร้องความบริสุทธิ์ยุติธรรม หลังจากทีมอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายอนันต์ อัศวโภคิน ที่ผู้เสียหายอ้างว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินเพื่อนำเงินเข้ามูลนิธิวัดธรรมกาย จำนวนเงิน 321 ล้านบาท

 


โดยเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่มาจากบัญชีนายอนันต์ที่อ้างว่าขายที่ดินได้ 1 แปลง จึงแบ่งมาถวายทำบุญ แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอสอบสวนพบว่าที่ดินแปลงนี้แท้จริงเป็นของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ลูกศิษย์วัดธรรมกาย ใช้เงินที่ยักยอกจากสหกรณ์จำนวน 321 ล้านบาท มาซื้อบริษัทเอ็มโฮม เพื่อจะนำที่ดินของบริษัท 3 แปลงไปขายค้ากำไร แต่เพื่อซ่อนเร้นจึงต้องฟอกชื่อ เอ็มโฮม ไม่ให้ปรากฏ จึงทำสัญญาปลอมให้เอ็มโฮมขายที่ดินให้นายอนันต์โดยไม่มีการชำระเงินค่าที่ดิน จากนั้นจึงใช้ชื่อนายอนันต์ขายที่ดินอีกครั้งในจำนวนเงิน 421 ล้านบาท แล้วใช้ชื่อนายอนันต์แบ่งถวายให้วัดธรรมกาย 301 ล้านบาท

 


พฤติกรรมข้างต้นดีเอสไอสรุปสำนวนว่าเป็นการฟอกเงิน 3 ครั้ง จนกลายเป็นถวายวัดทำบุญ แต่มาบัดนี้พอทำสำนวนสมบูรณ์ส่งอัยการแล้ว อัยการสั่งไม่ฟ้องโดยให้เหตุผลว่าหลักฐานการกระทำของนายอนันต์ไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่าร่วมฟอกเงินกับนายศุภชัย แต่ดีเอสไอเห็นว่าการยินยอมให้ใช้ชื่อเพื่อฟอกเงินนั้นก็พอแล้วไม่จำเป็นต้องพิสูจน์รายละเอียดการกระทำทั้งหมดแต่อย่างใด

 


ผู้เสียหายเห็นว่าดีเอสไอน่าจะถูกต้อง เพราะแม้ในความเป็นจริงอาจจะตกลงกันในชื่อของนายอนันต์ทำเพียงเซ็นใบมอบฉันทะซื้อที่ดินและใบฝากถอนเงินธนาคารมอบให้นายศุภชัยไปทำทุกอย่างเอาเองก็ตาม กรณีนี้ก็ถือเป็นการสมคบแบ่งงานกันทำได้แล้ว หรือถ้าเป็นเพียงการสนับสนุนก็รับผิดเช่นตัวกลางอยู่ดี

 


ผู้เสียหายมีความเห็นว่าเมื่อนายศุภชัยใช้เงินยักยอกซื้อกิจการบริษัททั้งหมดแล้วที่ดินทั้งหมด 3 แปลงของบริษัทต้องเป็นของโจนตลอดไป ฟอกแปลงใด เมื่อใดก็ผิดฟอกเงินเมื่อนั้น อัยการจะนำการชดใช้ทางแพ่งของพวกโจรมาทำให้ที่ดินแปลงใดหมดความเป็นของตนไม่ได้ คดีฟอกเงินเป็นอาญาแผ่นดินยอมความกันไม่ได้เพราะถือว่าเป็นการปราบปรามองค์การอาชญากรรมที่เป็นภัยต่อสังคม แม้ผู้เสียหายจะได้เงินจนยอมความทางแพ่งแล้วก็ตาม แต่กฎหมายก็จะไม่สนใจอย่างให้ลงโทษและริบเงินเป็นของแผ่นดินอยู่ดี

 


เหตุผลของอัยการที่สั่งไม่ฟ้องจึงขัดต่อพื้นฐานของกฎหมายโดยสิ้นเชิง แม้อัยการไทยจะเคยใช้เหตุผลทำนองนี้ถอนฟ้องธัมมชโยในคดียักยอกเงินวัดมาก่อนก็ตามแต่ก็ไม่สมควรจะเคยตัวนำมาใช้ในคดีฟอกเงินเข้าวัดธรรมกายได้อีก จึงขอเรียกร้องความโปร่งใส บริสุทธิ ยุติธรรมที่ผู้เสียหายและสังคมพึ่งจะได้รับจากสถาบันอัยการ

 


สำหรับความคืบหน้าทางคดีนี้อยู่ระหว่างการรอความเห็นของดีเอสไอว่าจะยืนยันคำสั่งฟ้องหรือไม่ ถ้าไม่ยืนยันกรณีต้องยุติชี้ขาดเป็นที่สุดโดยคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุด

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว