ดร.เวทิน นักวิชาการสถาบันทิศทางไทย รื้อถอนความคิดนิธิ! ถามกลับ ประชาธิปไตยมีไว้ทำไม

Publish 2019-11-06 07:26:42


จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ต.ค ที่ผ่านมา เว็บไซต์ประชาไท ได้เผยแพร่บทความเรื่อง "...มีไว้ทำไม" เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นนักคิด และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ โดยมีเนื้อหาที่นอกจากกองทัพควรต้องถามตัวเองว่า "ทหารมีไว้ทำไม" แล้ว สถาบันและองค์กรทางสังคมทั้งหมดก็ควรถามตัวเองเหมือนกันว่า มีตัวเองไว้ทำไมด้วยนั้น

(https://prachatai.com/journal/2019/10/84959)



 

ล่าสุด  ดร.เวทิน​ ชาติกุล นักวิชาการสถาบันทิศทางไทย  ได้ออกมาเขียนบทความถึง อาจารย์นิธิ ในลักษณะวิพากษ์แนวความคิดรวมทั้งยังตั้งคำถามกลับไปด้วยว่า ประชาธิปไตยมีไว้ทำไม โดยเนื้อหาทั้งหมดมีดังนี้

 

ประชาธิปไตย​มีไว้ทำไม? รื้อถอน​ความคิด​ "นิธิ​ เอียวศรีวงศ์"/ ดร.เวทิน​ ชาติกุล

 

(1)

การครอบงำด้วยอำนาจอาวุธ​  การครอบงำด้วยอำนาจเงิน​ หรือ​ การครอบงำด้วยเทคโนโลยี​ แม้จะทำให้มหาอำนาจชาติตะวันตก​แผ่อิทธิพลเหนือประเทศในซีกโลกอื่นๆไปทั่วโลกได้มากมายขนาดไหน​

 

แต่ก็ยังไม่มีพลังเท่าการครอบงำทางความคิดตะวันตก

 

เหตุผล​ และ​ วิทยาศาสตร์​ คือตัวอย่างของ​ "อาวุธทางปัญญา" ที่โลกตะวันตกใช้กำหนดชี้ความเป็น "อารยะ" มานับตั้งแต่สังคมตะวันตกเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่​

 

เมื่อผู้คนต่างวัฒนธรรมยอมรับชุดความคิดแห่งเหตุผลและวิชชาที่เป็นวิทยาศาสตร์​ลงในระบบคิดของตนเอง(ซึ่งอาจจะหักล้างกับ​ระบบความคิดความเชื่อเดิมที่พวกตนเคยมี)​  สิ่งอื่นที่ตามมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก​ เช่น​ เสรีภาพ​ เสมอภาพ​ หรือ​ ประชาธิปไตย​ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เข้าใจได้ด้วยเหตุด้วยผล​

 

 

 



 

เหตุผลจึงเป็นดั่งเครื่องจุดประกายความคิด​ ท้าทายกรอบเกณฑ์เดิมๆ​ เปิดความคิดสู่โลกใหม่ๆ​ อนาคตใหม่ๆ​  ขณะเดียวกันมันก็เป็น​ยาพิษที่แพร่ซึมเข้ากร่อนเซาะทำลายรากเหง้าของความคิด​ รากฐานของวัฒนธรรมเดิม​  กลายเป็นเครื่องมือให้กับการขยายชุดความคิดตะวันตก​ สร้างลัทธิล่าอาณานิคมทางปัญญาไปอย่างเต็มใจและไม่รู้ตัว​ (เรียกว่าเป็น​ inception ระดับลึกได้เลยทีเดียว)​

 

โดยเฉพาะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชน​ เป็นนักวิชาการ​ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย​ ที่อาจจะมีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องมากก็ตาม​

 

(2)

ตัวอย่างที่ง่ายและชัดเจนที่สุดก็คือ​ การวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยอย่างเฉียบคม​ อย่างทรงพลัง​ (โดยไม่เผยแจ้งว่าสมมุติฐานของการวิจารณ์นั้นมาจากวิธีคิดหรือฐานคิดแบบตะวันตก)​ ของ​ นิธิ​ เอียวศรีวงศ์ จากบทความเรื่อง​ "...มีไว้ทำไม"(ประชาไท, 30​ ตุลาคม​ 2562)

 

(3)

นิธิระบุว่า​ บทความนี้เป็นเหมือนภาคต่อของ​บทความ​ "ทหารมีไว้ทำไม?" ที่มีมาก่อนอันเป็นบทความที่ประสบความสำเร็จแบบล้มเหลวของนิธิ​  ที่บอกว่าประสบความสำเร็จคือ​ นิธิ​ สามารถสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์บทความของตนไว้ได้อย่างกว้างขวาง​ แต่ที่ล้มเหลวก็คือ​ (เท่าทีทราบ)​ นิธิไม่แสดงความสนใจใยดีกับคำวิจารณ์ที่มีต่อบทความที่ตัวเองเป็นผู้เปิดประเด็นเลย

 

ในบทความ​ "... มีไว้ทำไม" นิธิบอกว่าคำถามเดียวกันนั้น​ "...เป็นคำถามแห่งยุคสมัย เป็นคำถามของศตวรรษใหม่ ที่อาจกินเวลาไปอีกหลายศตวรรษข้างหน้า..." และ​"...สถาบันและองค์กรทางสังคม​ ​"ทั้งหมด" ก็ควรถามตัวเองเหมือนกันว่า มีตัวเองไว้ทำไม..." (นิธิ​ เอียวศรีวงศ์ "... มีไว้ทำไม" ประชาไท​ 30​ ตุลาคม​ 2562)

 

ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจ​ นิธิ​ คือ​ นิธิบอกว่า​

1) คำถามว่า​ "มีไว้ทำไม" ไม่ได้หมายความว่า สถาบันหรือองค์กรนั้นๆ ไม่มีประโยชน์

 

กล่าวคือ​ "...ตรงกันข้าม เพราะสถาบันหรือองค์กรนั้นยังดำรงอยู่มาได้ถึงปัจจุบัน ก็เพราะมันต้องเคยทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่จำเป็นแก่สังคมมาแล้วแน่..."

 

2) คำถาม "มีไว้ทำไม" ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปสู่การยุบเลิกสถาบันหรือองค์กรต่างๆ ลงหมด

 

นิธิ​ ไม่ได้ระบุว่า​ สถาบันหรือองค์กรทางสังคม​ ​"ทั้งหมด" นั้นมีอะไรบ้าง​ แต่ที่ยกตัวอย่างมาก็เช่น​ โรงพยาบาล​ มหาวิทยาลัย​ หรือ​ ศาล​ ซึ่งเมื่อยุคสมัยมีความเปลี่ยนแปลง​ (นิธิ​ ยกตัวอย่างทฤษฏี​" คลื่นลูกที่สาม" (ที่ค่อนข้างเป็นวาทกรรมที่โบราณแล้ว))​ สถาบันเหล่านั่นก็พึงต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตาม​เพื่อให้การดำรงอยู่ของตน(หมายถึงสถาบันต่างๆ)​ยังคงมีความหมายต่อไป​ในปัจจุบันและอนาคต​

 

"...แม้ตัวมันเองตกยุคพ้นสมัยไปแล้ว แต่องค์ความรู้ที่ได้สร้างสมไว้ของสถาบันและองค์กรเหล่านั้น ก็ช่วยให้การปรับเปลี่ยนหรือเกิดใหม่ของสถาบันและองค์กรที่เข้ากับยุคสมัยเกิดขึ้นได้ง่าย และโดยราบรื่น..." (นิธิ​ เอียวศรีวงศ์.​ "... มีไว้ทำไม" ประชาไท​ 30​ ตุลาคม​ 2562)

 

(4)

 

 

แม้นิธิจะอธิบาย อย่างไร​ ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ประโยคต่อไปนี้​

 

"...การรัฐประหารและความชะงักงันของประเทศอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ไม่มีคำถามอะไรที่เหมาะเจาะแก่สังคมไทยในปัจจุบันยิ่งไปกว่า  "​... มีไว้ทำไม" (นิธิ​ เอียวศรีวงศ์.​ "... มีไว้ทำไม" ประชาไท​ 30​ ตุลาคม​ 2562​ เน้น...​ โดยผู้เขียน​-เวทิน)​

 

"...และอันที่จริงต้องมีคำตอบแก่คำถามนี้ –  อย่างน้อยก็คร่าวๆ – ก่อนจะแก้รัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ…" (นิธิ​ เอียวศรีวงศ์.​ "... มีไว้ทำไม" ประชาไท​ 30​ ตุลาคม​ 2562)

 

ซึ่งประเด็นก็คือ​ นิธิ​ พูดถึง​

 

ก)​ สถาบันและองค์กรทางสังคม​ "ทั้งหมด"

 

ข)​ สถาบันหรือองค์กรทางสังคม​ ...​ (ที่นิธิระบุถึงโดยไม่เอ่ยชื่อออกมาตรงๆ)​ นั้น​เป็น​ องค์กรทางสังคมหรือสถาบันที่มีความสำคัญมากที่สุด​ (จากคำกล่าวที่ว่า​ ​"เหมาะเจาะแก่สังคมไทย" มากที่สุดต่อคำถามว่า​ "มีไว้ทำไม?" (หลังการรัฐประหาร))​

 

ค)​ สถาบันดังกล่าว​ ไม่ใช่​ ทหาร​ เพราะ​ นิธิ​ ตั้งคำถามเดียวกันไปแล้ว

 

ง)​ สถาบันดังกล่าว​ ไม่ใช่​ศาล​ เพราะ​ นิธิ​ ยกตัวอย่าง​ ศาล​ ไปแล้วในบทความ​

 

ซึ่งก็ทำให้น่าสงสัยยิ่งว่า​ สถาบันที่มีความสำคัญสูงสุดที่นิธิ​ กล่าวถึงนั้นจะหมายถึงสถาบัน​ อะไร?

 

(5)

พิจารณาจาก​ ก)​-ง)​ ก็น่าจะพอมีคำตอบ​อยู่สำหรับนิธิ​

 

หรือ​ นิธิ​ จะหมายถึง​ ระบบประชาธิปไตย​ รัฐธรรมนูญ​ รัฐสภา​ ที่ต้องถามตัวเองว่า "มีไว้ทำไม"?

 

เพราะถือเป็นสถาบัน​ที่มีความสำคัญ​ยิ่งสำหรับ นิธิ​ ที่อาจหมายถึง​ "...ไม่มีคำถามอะไรที่เหมาะเจาะแก่สังคมไทยในปัจจุบันยิ่งไปกว่า  "ระบบรัฐสภา​ รัฐธรรมนูญ​ตามระบอบประชาธิปไตย​ มีไว้ทำไม"…"

 

(6)

พิจารณาเร็วๆเบื้องต้น​ นิธิ​ บอกต่อมาว่า​ คำตอบของคำถามนี้​ต้องมีให้ได้​ ก่อน​จะแก้รัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ​

 

ซึ่งแปลตามตรรกะ​ ว่า​จะแก้รัฐธรรมนูญได้​ ก็ต้องมีรัฐธรรมนูญให้แก้อยู่ก่อนแล้ว​  จึงอาจอนุมานได้ว่า​ สำหรับ​ ​นิธิ​ รัฐธรรมนูญ​ ยังมี​และต้องมีอยู่​ (ไม่ว่าจะแก้แล้วหรือยังไม่แก้ก็ตาม)​ รวมถึงไม่มีความเป็นไปได้ที่จะแก้รัฐธรรมนูญแบบที่ไม่มีรัฐธรรมนูญอยู่ในที่สุด​ (ง่ายๆคือ​ ไม่มีทางล้มเลิกระบบรัฐธรรมนูญไปเลย)​

 

ข้อน่าสังเกตประการต่อมาคือ​ สำหรับนิธิ​ รัฐธรรมนูญ​ ต้อง​ "แก้' ตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น ห้าม​ ​"ฉีก'" (รัฐประหาร)​ ที่นิธิ​ ต่อต้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู​ (ดูใน​ นิธิ​ เอียวศรีวงศ์ ​"ทุนประชาธิปไตย" มติชน​ 8​ เมษายน​ 2562)

 

อันแสดงว่า​ รัฐธรรมนูญ​ หรือ​ ประชาธิปไตย​ นั้นเป็นสถาบันหรือเป็นองค์กรสังคมที่สำคัญยิ่งสำหรับนิธิ

 

(7)

นิธิ​ เอียวศรีวงศ์​ มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง​ เว็บไซด์​ ​"มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน" (ก่อตั้งปี​ 2540) ที่เป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูล​ ข่าว​ บทความ​ วิชาการ​ นอกสาระบบ​ อุดมศึกษาปกติ​ ในแนวคิดที่ถูกมองว่าเป็น​" สื่อใหม่"(ในขณะนั้น)​ ที่จะร่วมสร้าง​ "ประชาธิปไตยโดยตรง" ให้กับชาวบ้านและชุมชน​ (ต่อมา​ หลังการยึดอำนาจในปี​ 2549​ ปรากฏการเผยแพร่​ข้อมูลที่ต่อต้านการทำรัฐประหาร​ รวมถึง​ ข้อมูลที่หมิ่นเหม่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์​ จนเว็บไซด์ถูกปิด​ (29​ กันยายน​ 2549) ซึ่งถูกนำมาเป็นประเด็นโดยอ้างเสรีภาพทางวิชาการ)​

 

(8)

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจก็คือ​ นิธิ​ พยายามแยก​ "ประชาธิปไตยที่เป็นอยู่" (หรือ​ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ)​ ออกจาก​ "ประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น" โดยเหตุผลส่วนมากที่นิธินำมาสนับสนุนประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นนั้นก็คือ​ เหตุผลเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม​ เหตุผลเรื่องสิทธิหรือเรื่องเสียงของคนรากหญ้า​  นิธิให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากว่าเป็นพลังประชาธิปไตยที่แท้จริง​ ซึ่งก็ไม่ผิดในทางหลักการ​ (และเหมือนนิธิจะเชื่อว่าถ้าสังคมเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว​ หรือ​ สามารถเพิ่มอำนาจให้กับชาวบ้านได้​ ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป​ (ดูใน​ นิธิ​ เอียวศรีวงศ์ "ประชาธิปไตยที่กินได้"มติชนสุดสัปดาห์​ 27​ กุมภาพันธ์​ 2562)

 

ขณะเดียวกันที่นิธิมองว่า​ "ประชาธิปไตยของชนชั้นกลาง​" หรือ​ ​"คนเมือง" (เช่น​ พันธมิตรฯ​ หรือ​ กปปส.)​ ไม่ได้เป็นพลังของประชาธิปไตยที่แท้จริง​ แต่เป็นความบังเอิญเคลื่อนไหว​เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองในห้วงขณะนั้นๆ​ (นิธิค่อนข้างมองว่า​ คนชั้นกลางในเมือง​เป็นพวกที่ไร้ราก​ ไร้แก่นความคิด​ และค่อนไปทางเห็นแก่ตัว-ทั้งๆที่นิธิเองก็เป็นชนชั้นกลางในเมือง)​ ด้วยเหตุผลที่ว่า​คนชั้นกลางในเมืองพร้อมที่จะสนับสนุนทางเลือกหรือทางออกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย(เช่น​ รัฐประหาร​ หรือ​ พึ่งพาพระราชอำนาจ)​เสมอ

 

 

(9)

เราจะเรียกว่า​ นิธิ​ มีฐานคิดแบบ​ "ลิเบอรัล" หรือ​ เสรีนิยม​ ก็คงไม่ผิด​ ตรงนี้เองที่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ​

 

(9.1)​

บางกรณีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบนิธินำไปสู่ความเข้าใจประชาธิปไตย(ไทย)​แบบไร้เดียงสาเอาเสียมากๆ​​ ทั้งๆที่นิธิเองน่าจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจสังคมวัฒนธรรมไทยมากที่สุดคนหนึ่ง​

 

เช่น​ นิธิ​ (ซึ่งก็เคยวิจารณ์​ "ทักษิณ" และนโยบายประชานิยม)​ มองว่า​ การโกงของทักษิณไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์​ เพราะหมู่​ "ผู้ดี" รังเกียจหรือกระทั่งเกลียดชังทักษิณ​

 

"ความรังเกียจไปจนถึงเกลียดชังทักษิณในหมู่ “ผู้ดี” ไทยนั้น ผม(นิธิ)รู้สึกว่าจะอธิบายให้ชัดๆ ไม่ได้สักราย เช่น ทักษิณเป็นคนขี้โกง ถามว่าโกงอะไรบ้าง ก็ไม่สามารถบอกอย่างมีหลักฐานเป็นประจักษ์พยานได้ ทั้งหมดเป็นหลักฐานแวดล้อมทั้งสิ้น ทักษิณตีตนเสมอเจ้า ก็เช่นกัน ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาทำอะไรชัดๆ ที่ส่อไปเช่นนั้น…" (นิธิ​ เอียวศรีวงศ์ "คนแปลกหน้าทางวัฒนธรรม" มติชนออนไลน์ 18​ มกราคม​ 2560)

 

หรือ​ กรณีที่​ นิธิ​ เสนอให้​ นักการเมืองพรรคเพื่อไทยปลดแอกตัวเองให้เป็นอิสระจากทักษิณและตระกูลชินวัตร​

 

การมองว่า​ ทักษิณไม่ได้โกงจริง​​ (เพราะ​ ทักษิณถูกชนชั้น​ปกครอง​ รังเกียจ​ หรือ​ เกลียดชัง​ หรือกระทั่ง​ถูกสร้างให้เป็น​ ​" ผี" ที่คอยตามหลอกหลอนชนชั้นกลางในเมืองเพื่อ​ให้การเมืองไทยย่ำอยู่กับที่)​ หรือ​ คิดว่านักการเมืองพรรคเพื่อไทยจะสามารถยึดอำนาจในพรรคจากทักษิณได้​  เป็นความไร้เดียงสา​ ชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความคิด​ของนักวิชาการอาวุโสแถวหน้าของประเทศที่เคยวิเคราะห์​ วิพากษ์สังคมไทยได้อย่างเฉียบแหลม​ รู้เช่นเห็นชาติ​สังคมไทย​

 

แต่ก็พอเข้าใจ​ เพราะนักวิชาการอาจจะเก่งหรือฉลาดมากๆในบางเรื่อง​ พอๆกับที่อาจ​โง่ได้มากๆในบางเรื่องเหมือนกัน

 

(9.2)​

นอกจากนิธิจะมีความคิดไร้เดียงสาทางประชาธิปไตยไทย(ในบางเรื่อง)​ ​แล้ว​ นิธิ​ ยัง​ละเลยข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนเป็นที่ประจักษ์​​ (ง่ายๆไม่ใช่​แค่เรื่องโจมตี​กันเลื่อนลอยในโซเซียลมีเดีย)​ อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการระดับผู้ใหญ่จะทำ

 

เช่น​ คดีความของทักษิณที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิดแล้ว​ อย่างน้อย​ 4​ คดี​ เช่น​ คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก, ​คดีทุจริตโครงการออกสลากเลขท้ายพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว, ​คดีร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ 76,621 ล้าน​ และ​ คดีปล่อยเงินกู้ให้ บมจ.กฤษดามหานคร​ เป็นต้น​ รวมถึง​ การหลบหนีคดีของทักษิณ(และน้องสาว)​

 

(เรื่องนี้ผม(เวทิน)​เคยเขียนเอาไว้ในรายละเอียดแล้ว​ (ทีนิวส์19​ มกราคม​ 2560​ "โต้ "คอลัมนิสต์ มติชน" ปม "ผู้ดีไทย" เกลียดทักษิณ")​ แต่ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างซ้ำในกรณีเช่น​ คำพิพากษาของศาลเรื่องที่เกี่ยวข้อง​กับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของทักษิณ​

 

21 พฤษภาคม 5558​-ทักษิณไปให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซูซันที่เกาหลีใต้​ ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนพาดพิงบุคคลตามมาตรา 112 จนเป็นเหตุให้คุณทักษิณถูกกองทัพบกฟ้องหมิ่นประมาท

 

20​ ธันวาคม​ 2558​-ทักษิณได้ฟ้องอธิบดีกรมการกงสุล ที่ 1 ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่ 2 (ผู้ถูกฟ้อง) (ฟ้องเมื่อ​) ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทีทำให้คุณทักษิณถูกยกเลิกหนังสือเดินทางรวมสองฉบับ คือ หนังสือเดินทางเลขที่ U 957411 และเลขที่ Z 530117

 

1​ พฤษภาคม​ 2561​-ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง​ ในคดีที่ทักษิณได้ฟ้องอธิบดีกรมการกงสุล โดยให้เหตุผลจากกรณีที่คุณทักษิณไปให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซูซันที่เกาหลีใต้​

 

(9.3)

นิธิอาจไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เหล่านี้​ โดยอ้างว่า​ "ศาล" เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมผู้ดี​ที่ถูกใช้เป็นกลไกเกลียดชังทักษิณ​  นั่นก็เป็นสิ่งที่นิธิจะคิดได้​ แต่​ในความเป็นจริงก็คือ

 

ก)​ นิธิจะปฏิเสธได้อย่างไร​ ในเมื่อทักษิณไปพูด​ "แบบนั้น" จริงๆ​ (มีปรากฏหลักฐานเป็นรายงานข่าว)​

 

ข)​ ถ้านิธิเชื่อว่า​ "ศาลไทย" ​ เป็นส่วนหนึ่ง​ของกลไกที่ทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตยโดยแท้​ (เช่น​ เดียวกับที่​ นิติราษฏร์​ หรือ​ ปิยบุตร​ เชื่อว่ามีกระบวนการ​ ตุลาการภิวัฒน์)​ นิธิ​ ก็พึงต้องทำอย่างที่ตัวเองพูดนั่นคือ​ แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์​ (ไม่ใช่หลักฐานแวดล้อม)​ ว่ามีการใช้อำนาจครอบงำศาลจริง​ ว่าตุลาการภิวัฒน์มีจริง​ (นักวิชาการไม่ควรทำอย่างเดียวกับสิ่งที่ตนวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น)​

 

ค)​ ถ้านิธิ​ ไม่มีหลักฐาน(ย้ำว่าเชิงประจักษ์)​ตามข้อ​ ข)​ นั่นก็แปลว่า​ นิธิ​ กำลังสร้าง​ "นิยาย" เรื่องผู้ดีรังแกทักษิณขึ้นมาในความคิดและหลอกตัวเองว่า "นิยาย" ของตนนั้นเป็นจริง​ (ซึ่งก็ไม่แปลก​เพราะวิทยานิพนธ์ปริญญาเองของนิธิ​ก็เป็นข้อเสนอประมาณ​การสร้าง​ "นิยาย" ให้เป็นประวัติศาสตร์​ เช่นกัน)​

 

ง)​ ถ้านิธิไม่มีหลักฐาน​ และยังไม่ยอมรับ​ "ศาลไทย" ก็แสดงว่านิธิก็ไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่​ (เพราะศาลเป็นอำนาจฝ่ายตุลาการในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญ)​

 

(10)

ในระบบความคิดของตะวันตก​ "ประชาธิปไตย" ที่นิธิมุ่งหมายให้เป็นนั้น​แท้จริงๆแล้ว​ก็คือ​ รัฐ​แบบ​ "เสรีนิยมประชาธิปไตย" (Liberal-Democracy) แต่เรามาเรียกรวมๆสั้นๆว่า​ "ประชาธิปไตย" จนติดปาก

 

เสรีนิยม​ ก็คือ​ รัฐไม่มีขอบเขตอำนาจที่จะแทรกแซงพื้นที่ส่วนปัจเจก​ (สิทธิ, เสรีภาพ, การแสดงออก)​ ของบุคคลหรือพลเมืองในรัฐ​ (ตราบเท่าที่การกระทำของปัจเจกไม่ละเมิดปัจเจกด้วยกัน)​

 

ประชาธิปไตย​ ก็คือ​ วิธีการได้มาซึ่งรัฐและตัดสินใจสาธารณะที่ให้อำนาจกับประชาชนและพลเมือง​

 

โดยตรรกะ​ทั้งสองอย่างไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างจำเป็น​ กล่าวคือ​ รัฐประชาธิปไตยก็อาจจะละเมิดปัจเจก(ส่วนน้อย)​ด้วยเผด็จการเสียงข้างมากได้​ หรือ​ รัฐที่ไม่เป็นเสรีนิยมก็อาจจะสร้างกระบวนการประชาธิปไตยขึ้นได้(เช่น​ จีน)​ หรือ​ รัฐที่ไม่เป็นประชาธิปไตย(เช่น​ รัฐที่ปกครองโดยธรรมราชา)​ก็อาจให้เสรีภาพกับประชาชนได้​

 

แต่ส่วนมากแล้ว​ คนที่มีความคิดแบบเสรีนิยมจะค่อนข้างเห็นคล้อยว่ารูปแบบการปกครองหรือรัฐที่เหมาะสมที่สุด(เลวน้อยที่สุด)​น่าจะเป็นประชาธิปไตย

 

ความเป็น​ "ลิเบอรัล" หรือ​ เสรีนิยม โดยแท้ของนิธิ​ ทำให้นิธิอาจไม่สงสัยใน​ "ประชาธิปไตย" หรือ​ "รัฐธรรมนูญ" แต่​ ถ้านิธิบอกเองว่า​ ทุกสถาบันหรือองค์กรทางสังคม​ ควรต้องถูกถาม​ว่า​ "มีไว้ทำไม?"  และคำถาม​ "มีไว้ทำไม?" เป็นคำถามของยุคสมัย​  นิธิก็จำเป็นยิ่งที่จะทำให้สังคมไทยกระจ่างชัดเป็นอันดับแรกที่สุดกับคำถามที่ว่า​

 

 

"ประชาธิปไตยมีไว้ทำไม?'

 

(11)

คำถามว่า​ ​"ประชาธิปไตยมีไว้ทำไม?" ที่นิธิควรถาม​ อาจเริ่มจากคำถามที่ง่ายกว่านั้น​ คือ​ "ประชาไท"​ (ที่​ นิธิ​ เขียนบทความให้นั้น)​ มีไว้ทำไม?

 

ซึ่งนิธิควรพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้

 

(11.1) เดือนสิงหาคม​ 2554​ (2011)  ในเว็บไซด์​ "ประชาไท" หน้า​ "เกี่ยวกับเรา" ได้ระบุว่า​ ประชาไท​ ได้รับเงินสนับสนุนการทำสื่อและกิจกรรม​ "ส่งเสริม" ประชาธิปไตย​ จาก The National Endowment for Democracy (NED) (องค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตย)​ 50,000​ USD (ประมาณ​ 1.5 ล้านบาท)​

 

และได้รับเงินสนับสนุนจาก​มูลนิธิ Open Society Foundation​ ของ​ George​ Soros 60,000​ USD​ (1.8 ล้านบาท)

 

(11.2) เดือนสิงหาคม 2559  มีข่าว(อีกครั้ง)​ว่า "ประชาไท" ได้รับเงิน(ส่วนหนึ่ง)​จาก George​ Soros โดยฐานข้อมูลของมูลนิธิถูกแฮ็คโดยเว็บไซต์ DCLeaks ซึ่งพยายามเปิดโปงเบื้องหลังของโซรอสที่ใช้เงินช่วยเหลือที่ให้กับกลุ่ม​ NGO แทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ

 

โดยที่​ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บประชาไท ได้ยอมรับว่าประชาไทรับเงินสนับสนุนปีละ 1.7 ล้านบาท จาก​ มูลนิธิ Open Society Foundation ของโซรอส ตั้งแต่ปี 2548​ (แต่แก้ตัวว่า​ การรับเงินดังกล่าวไม่มีผลต่อการนำเสนอข่าว)​

 

(11.3) 18​ พฤศจิกายน​ 2559​ "ประชาไท" ภายใต้​ "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" ระบุผ่านเว็บไซด์ว่าได้รับทุนจาก​ "องค์กรไม่แสวงหากำไรประเทศอเมริกา" เพื่อหาเยาวชนทำกิจกรรม “ส่งเสริมเสรีภาพออนไลน์” (สิทธิเสรีภาพ การใช้สื่อออนไลน์ การล่าแม่มด การเซนเซอร์ การกลั่นแกล้ง การหมิ่นประมาทในสื่อสมัยใหม่ กฏหมายดิจิทัล พรบ.คอมพิวเตอร์)​

 

มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน Foundation for Community Educational Media (FCEM) จดทะเบียนเป็นมูลนิธิตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เลขที่ กท 1409 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 เพื่อวัตถุประสงค์ (Mission) ส่งเสริมเสรีภาพการแสดงออก เสริมสร้างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมในสังคม

 

มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน​ได้ร่วมทำงานกับ​ ศูนย์ประชาสังคมและการจัดการองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ (ศปส.) ของ​ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น​ (ก่อตั้งปี​ 2556) โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนโครงการ “สะพาน” จาก​องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)

 

สรุปก็คือ​ ประชาไท​ เกี่ยวข้องกับ​ องค์กรสนับสนุนประชาธิปไตยข้ามชาติ​ 3​ องค์กรเป็นอย่างน้อย​ คือ​ NED, Open Society Foundation​ และ​ USAID​ ​น​ำไปสู่คำถามที่นิธิควรถามต่อมาเหมือนกันว่าองค์กรสนับสนุนประชาธิปไตยเหล่านี้​ มีไว้ทำไม?

 

(12)

NED​​ มีไว้ทำไม?

 

The National Endowment for Democracy​ (องค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตย-NED) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1983 เพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนา NED ได้รับงบประมาณราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีจากสภาคองเกรส​ แต่ในความเป็นจริงการสนับสนุนการเงินเหล่านี้ถูกใช้เพื่อแทรกแซงและโค่นล้มรัฐบาลอื่นๆตามผลประโยชน์ของอเมริกา

 

(12.1) 29 ม.ค. 2555​ สนธิ​ ลิ้มทองกุล​ ได้ระบุว่า​ บทบาทของ NED ในการบ่อนทำลายและโค่นล้มรัฐบาลอาหรับนั้นมีความชัดเจน​ โดยอ้างถึง​ หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ส ในหัวข้อ “องค์กรสหรัฐฯสนับสนุนการปฏิวัติในโลกอาหรับ” ซึ่งมีใจความว่า

 

“กลุ่มและบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติและปฏิรูปทั่วภูมิภาคอาหรับ เช่น ขบวนการเยาวชน 6 เมษายนในอียิปต์, สถาบันสิทธิมนุษยชนในบาห์เรน รวมถึงนักเคลื่อนไหวรากหญ้าอย่าง เอ็นซาร์ กอดี ผู้นำเยาวชนในเยเมน ล้วนได้รับการฝึกฝนและสนับสนุนเงินทุนจากองค์กรของสหรัฐฯ เช่น สถาบันรีพับลิกันนานาชาติ, สถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติ และ Freedom​ House​ ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนไม่แสวงหาผลกำไรในวอชิงตัน” (สนธิ​ ลิ้มทองกุล​ ผู้จัดการออนไลน์.​ 29​ มกราคม​ 2555)

 

ซึ่ง​ สถาบันรีพับลิกันนานาชาติ​ และ​ สถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติ​ มีสายสัมพันธ์ห่างๆ กับพรรครีพับลิกัน และเดโมแครต องค์กรทั้งสองก่อตั้งและได้รับเงินสนับสนุนจาก​ NED

 

ส่วน​ Freedom​ House​ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนใหญ่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

 

(12.2) นอกจากนี้​ NED​ และ​ Freedom​ House​ ต่างอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของขบวนการ​ "ปฏิวัติร่ม" (Umbrella Revolution)​ ของนักศึกษาฮ่องกง​ (โจชัว​ หว่อง)​ ซึ่งต่อมาพัฒนามาเป็นแกนนำประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกง​  ดังปรากฏ​ ชื่อ​ NED​ และ​ Freedom​ House​ ในโปสเตอร์หรือสื่อประชาสัมพันธ์ของขบวนการต่อต้านจีนแผ่นดินใหญ่อย่างชัดเจน

 

(13)

Open​ Society​ Foundation​ มีไว้ทำไม?

 

ส่วนมูลนิธิ​ Open​ Society​ Foundation​ ของ​ George​ Soros นั้น​เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุน​ NGO หรือนักกิจกรรม ที่เคลื่อนไหวต่อต้าน​แทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ​ ตามความเชื่อเรื่อง​ "สังคมเปิด" แบบสุดโต่ง​ของตัวโซรอสเอง​ (ดูความคิดของโซรอส​ ใน​ อนุช​ อาภาภิรมย์ " วิกฤติประชาธิปไตย / ความเคลื่อนไหวจาก ‘จอร์จ โซรอส’ " มติชนสุดสัปดาห์ 23​ พฤษภาคม​ 2561)

 

(13.1) ในเอกสารที่ถูกแฮ็กมาได้นั้น​ ("ล้วงข้อมูลลับพ่อมดการเงิน แทรกแซงนโยบายรัฐไปทั่ว" โพสต์ทูเดย์​ 18​ สิงหาคม​ 2559) ปรากฏ​ข้อมูล

 

อีเมลลงวันที่ 23 ปี 2011 ถึง ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในขณะนั้น ซึ่งโซรอสแนะนำให้ฮิลลารีแทรกแซงความวุ่นวายทางการเมืองในแอลเบเนีย

 

การให้เงินช่วยเหลือกับแกนหลักของขบวนการ Black Lives Matter (กลุ่มต่อต้านการใช้อำนาจของตำรวจโดยมิชอบต่อคนผิวดำ)​ 650,000 USD

 

การใช้​มูลนิธิเป็นตัวขับเคลื่อนในการมอบเงินช่วยเหลือองค์กรเอกชน องค์กรเพื่อสังคม และสื่อมวลชน เพื่อกดดันภาครัฐของประเทศต่างๆในยุโรปเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายผู้อพยพในระดับสากล​ ในวิกฤตการณ์ผู้อพยพในยุโรป

 

(14)

USAID​ มีไว้ทำไม?

 

United States Agency for International Development​ (องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ-USAID) นั้นตั้งมาตั้งแต่​ 3​ พฤจิกายน​ 2504(1961) โดยเบื้องหน้านั้น​ ดำเนินนโยบาย​การเฝ้าระวัง การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน การยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย​  แต่ข้อมูลอีกด้านของ​ USAID​ นั้นมีปรากฏขึ้นมากมาย​ ดังตัวอย่าง​

 

(14.1) สำนักข่าว Associated Press รายงานเกี่ยวกับแผนการแอบแฝงที่รัฐบาลคิวบากล่าวหาว่าเป็นการใช้ระบบการส่งข้อความเหมือนทวิตเตอร์ที่เรียกว่า ZunZuneo (เครือข่ายสังคมออนไลน์ของคิวบา)​ โดยมีจุดมุ่งหมายค่อยๆ เปลี่ยนเนื้อหาของ ZunZuneo จากหัวข้อสนทนาทั่วไปไปสู่ความไม่เห็นด้วยทางการเมือง โดยเป้าหมายสูงสุดคือ​ ทำให้​ความไม่เห็นด้วยนั้นนำประชาชนออกจากสังคมออนไลน์ไปสู่ท้องถนน

 

ซึ่งเครือข่าย​ ZunZuneo เปิดตัวขึ้นไม่นานหลังจากที่ อลัน กรอสส์ ผู้รับเหมาของ USAID ถูกจำคุกในคิวบาเนื่องจากดำเนินโครงการที่มีความมุ่งหมายเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาลคิวบา (Ramona Wadi 25​ August​ 2014 ​"USAID: An Imperialist Snare Under The Guise Of Humanitarian Aid")

 

(14.2) หรือ​ กรณีที่​สำนักข่าวในอังกฤษได้รวมรวบหลักฐานเพื่อมาตีแผ่กลุ่ม​ White Helmet (กลุ่มหมวกขาว)​ ที่​USAID ให้การสนับสนุน​ (ในชื่อ​ องค์กร​ Syria Civil Defense)​ ซึ่ง​ USAID​ ให้เงินสนับสนุน​ ไปกว่า​ 33​ ล้าน​ USD ตั้งแต่ปี​ 2013​ เป็นต้นมา​ (มีการประกาศว่าจะยุติให้เงินกับกลุ่มหมวกขาวในวันที่​ 11​ มิถุนายน​ 2561 แต่อีก​ 3​ วันต่อมา​ (14​ มิถุนายน)​ รัฐบาลอเมริกาได้อนุมัติเงินสนับสนุนต่อให้อีก​ 6.25 ล้าน​ USD- อ้างอิง​ Statement by Deputy​ Spokesperson Tom​ Babington on​ Funding White​ Helmets18​ June 2018)

 

การตีแผ่ของสื่อ​ UK Column​ ระบุว่า​เบื้องหน้า​ White Helmet เป็นกลุ่มอาสากู้ภัยที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กและผู้ประสบภัย​ แต่ในอีกด้านเป็นกองกำลังติดอาวุธหรือคอยสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธไปที่ล้มล้างรัฐบาลซีเรีย​ (UK Column.​ Syria White Helmet​Humanitarians or​ Executioners.​ 30​ May​ 2016)

 

(15)

ถึงตรงนี้​ นิธิ​ก็น่าจะลองถามว่า​ "ประชาธิปไตย​มีไว้ทำไม?" ได้แล้ว​ เพราะ​ภายใต้หน้าฉากของการสนับสนุนส่งเสริมประชาธิปไตย​ สิทธิมนุษยชน​ หรืองานด้านมนุษยธรรม​  องค์กรอย่าง​ NED, USAID​ หรือ​ Open​ Society​ Foundation​ ต่างเกี่ยวข้องกับการเข้าไปแทรกแซง​ทางการเมือง​ของประเทศต่างๆของสหรัฐอเมริกาโดยใช้เรื่อง​ "ประชาธิปไตย" มาเป็นข้ออ้าง​

 

เรื่องนี้ไม่ใช่การกล่าวหาที่เลื่อนลอย​แต่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมรองรับ

 

ในปี​ 2007​ มีการเปิดเผยเอกสารเก่าของ CIA ที่ชื่อ Family Jewel เอกสารนี้เป็นเอกสารลับ​ จำนวน​ 613 หน้า​ เนื้อหาที่เปิดเผยคือ​บันทึกเรื่อง​ "งาน" ของหน่วยข่าวกรองและเครือข่าย​ ซึ่งในหน้า​ 607-613 ได้แสดงข้อมูลให้เห็นว่าองค์กร​ USAID นั้นทำงานร่วมกันกับหน่วยข่าวกรองกลางหรือ​ CIA อย่างใกล้ชิด ทั้งการแลกเปลีย่นข้อมูลและฝึกคน​ (ดู​ บทความ​ USAID: A Front for CIA Intelligence Gathering  ​ ในเว็บไซด์​ wrongkindofgreen และ​ David​ H.​ Price 2016 ​ Cold​ War​ Anthropology-The CIA, the Pentagon, and the Growth of Dual Use Anthropology.)

 

หรือ​ ถ้านิธิ​ ยังไม่เชื่อในหลักฐานเหล่านี้​ นิธิก็ควรจะเชื่อ​ Noam Chomsky (คนที่เคยลงชื่อคัดค้านม.112​ เหมือนนิธิ)​ เพราะ​ Chomsky​ ซึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์และนักเคลื่อนไหวชื่อก้องของสหรัฐฯ​ ได้พูดใน​ปี​ 1993 ถึงการรณรงค์ประชาธิปไตยของ NED ในนิคารากัวว่า

 

 

“นี่คือสิ่งที่คาดเดาได้จากการรณรงค์ประชาธิปไตยแบบ 2 ขั้ว มันคือความพยายามยัดเยียดสิ่งที่คุณเรียกว่าประชาธิปไตย ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเพียงการปกครองโดยกลุ่มคนร่ำรวยและมีอำนาจ โดยปราศจากม็อบมาคอยรบกวน และยังอยู่ในกรอบของการเลือกตั้งเท่านั้น” (อ้างใน​ สนธิ​ ลิ้มทองกุล.​ ผู้จัดการออนไลน์ 29​ มกราคม​ 2555)

 

(17)

นิธิ​ อาจจะบอกว่า​ ข้อมูลเหล่านี้ถึงจะจริงแต่ก็​ไม่ใช่​ "ประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น" ที่หมายถึงและเป็นจุดมุ่งหมายของนิธิ​

 

นิธิก็ต้องประกาศจุดยืนของตนกับ​ ประชาไท​ ให้ชัดเจน

 

เพราะถ้านิธิ​ ยังยอมรับประชาไท​ นิธิก็จะขัดแย้งในตัวเอง​ เพราะนิธิเองก็เขียนบทความลงในประชาไท​ ที่ได้เงินทุนสนับสนุนให้มา​ "ส่งเสริมประชาธิปไตย(ปลอมๆ)​" จาก​ NED, USAID​ และ​ Open​ Society​ Foundation​

 

หรือนิธิเองจะสนับสนุนประชาธิปไตยจอมปลอมของอเมริกาที่​ Chomsky บอกว่า​เป็น​ "การปกครองโดยกลุ่มคนร่ำรวยและมีอำนาจ…และยังอยู่ในกรอบของการเลือกตั้งเท่านั้น"

 

(18)

สิ่งหนึ่งที่สถาบันทิศทางไทยพยายามทำให้คนไทยและสังคมไทยได้ตระหนักก็คือ​ การตกอยู่อิทธิพลและอำนาจ "ชุดความคิด" (วิชาการ)​ ของตะวันตกในอุดมศึกษา​ไทย ในรั้วมหาวิทยาลัย​โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชน​ นักวิชาชั้นนำของประเทศ​ ซึ่งส่วนมากออกมาสนับสนุนประชาธิปไตยกันไม่ลืมหูลืมตาชนิดไม่เคยเห็นความเลวร้ายของประชาธิปไตยที่กล่าวมาข้างต้นแม้แต่น้อย

 

จริงอยู่​ คำถามว่า​ "...มีไว้ทำไม" เห็นจะเป็นคำถามแห่งยุคสมัยตามที่นิธิว่าเอาไว้​  ซึ่งคำถามนี้ถามได้หลายแบบ​ ไม่จำเป็นต้องถามได้แบบเดียวตามอย่างที่นิธิว่าไว้​ เช่นคำถามว่า

 

ก) การมีอยู่ของระบอบประชาธิปไตย(ตะวันตก)​นั้นสอด​คล้องหรือเหมาะสมกับสภาวะของสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างไร?

 

ซึ่งก็น่าสงสัยเหมือนกันว่า​ นิธิ​ จะเคยคิดถามคำถามแบบ​นี้หรือไม่​ ว่า​ "ประชาธิปไตยมีไว้ทำไม?" (หรือแม้แต่​ ประชาไทมีไว้(ในสังคมไทย)​ทำไม?​)  น่าสนใจว่า​​ นิธิ​ ​เคยถามเหมือนกันว่าจะผดุงคุณค่าของประชาธิปไตย(ที่คุ้นเคย)​ได้อย่างไรในสังคมโลกยุคโลกาภิวัฒน์​

 

"...ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของทุนนิยมอุตสาหกรรม, การเกิดขึ้นและแพร่หลายของรัฐสมัยใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ถือเอารูปแบบของรัฐประชาชาติ ซึ่งทำให้ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ “ชาติ” ร่วมกันและเท่าเทียมกัน, ระบบการศึกษาเพื่อเตรียมคนเข้าสู่การผลิตในอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมแผนใหม่, การบรรลุถึงสถานะอันสูงสุดของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในจักรวาลของความรู้...

 

...แต่เงื่อนไขแวดล้อมของประชาธิปไตยที่เกิดในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เช่น ทุนนิยมได้พัฒนาเลยจากทุนนิยมอุตสาหกรรมไปไกลแล้ว รัฐประชาชาติซึ่งมีขอบเขตอันแน่นอนชัดเจน (ไม่เฉพาะแต่เส้นเขตแดน แต่รวมถึงด้านอื่นทั้งเศรษฐกิจ, การเมืองและวัฒนธรรมด้วย) ต้องโอนอ่อนให้แก่ “โลกาภิวัตน์” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้, ระบบการศึกษาที่ผู้คนทั่วโลกรู้สึกว่าไม่ตอบสนองชีวิตของตนอีกต่อไป, วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจผูกขาดการค้นหาความจริงได้เพียงวิธีเดียวตามแบบเดิม ฯลฯ...

 

...การจัดการทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เราคุ้นเคย จึงต้องทำอยู่บนสถาบันที่ไม่อาจผดุงค่านิยมประชาธิปไตยได้จริงเสียแล้ว…" (นิธิ​ เอียวศรีวงศ์  ประชาธิปไตยใหม่.​ มติชนสุดสัปดาห์​ 6​ มีนาคม​ 2562)

 

นิธิ​ กล่าวว่า​" ประชาธิปไตยใหม่​"จะเป็นอย่างไรนั้น​ ​" เป็นเรื่องที่เกินสติปัญญาผมจะตอบได้​"  และนิธิก็มองว่า

 

"...คำตอบของคำถาม "มีไว้ทำไม" อาจไม่ตรงกันในแต่ละสังคม เพราะแม้ว่าคลื่นลูกที่สามจะซัดสาดทุกสังคมเหมือนกัน หากทว่าแต่ละสังคมมีพื้นภูมิและเงื่อนไขแวดล้อมที่ต่างกัน จึงไม่อาจลอกเลียนคำตอบของสังคมอื่นมาใช้ได้อย่างสิ้นคิด…" (นิธิ​ เอียวศรีวงศ์​ "... มีไว้ทำไม" ประชาไท​ 30​ ตุลาคม​ 2562)

 

แต่ถ้า​ นิธิ​ เคยถาม​คำถามเหล่านี้​ ​ความขัดแย้งยอกย้อนในตัวเอง​ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด​คงจะอันตรธานหายไปหมดสิ้น​ (ด้วยความสามารถทางปัญญาของปราชญ์อาวุโสระดับนิธิ)​

 

และคงไม่เกิด​คำถามที่ นิธิ​ ถามว่า​ "...มีไว้ทำไม?" อันให้ชวนสงสัยยิ่งว่า​ นิธิ​ จะหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่?

 

ซึ่งระดับ​ นิธิ​ คงไม่ถามกระมังว่า

 

ข)​ การมีอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นสอดคล้องหรือเหมาะสมกับสภาวะของสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างไร?

 

เพราะ​ นักประวัติศาสตร์อาวุโสระดับ​ นิธิ​ ก็เคยเสนอข้อโต้แย้งต่อการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและกษัตริย์สมัยศักดินากับหมู่บ้านของ​ พคท.ที่มองความสัมพันธ์แบบแข็ง​คือ​ กดขี่ขุดรีดระหว่างชนชั้น(ตามทฤษฏีคอมมิวนิสต์)​ โดยมองว่า​ รัฐศักดินา​กับ​ หมู่บ้าน​ มีคติพุทธเรื่องพระโพธิสัตว์และการบำเพ็ญบารมีอยู่เบื้องหลัง​ และเป็นความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน​ (ดูใน​ ธิกานต์ ศรีนารา.​ ความคิดว่าด้วยรัฐและกษัตริย์ในสมัยศักดินาของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาของปัญญาชนฝ่ ายค้านไทยในช่วงทศวรรษ 2520)​

 

หรือใจจริงแล้ว​ นิธิ​ อาจจะอยากถามว่า​

 

ค)​ การมีอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์สอดคล้องหรือเหมาะสมกับสภาวะของสังคมประชาธิปไตยอย่างไร?

 

เอาให้ชัดเจนไปเลย​ ถ้าอยากถามเรื่องนี้​ ก็ไม่เห็นต้องเล่นสำนวน​ ใช้เหลี่ยมมุมทางภาษา​ เลี่ยงบาลีทางวิชาการ​ ให้คนอ่านคิดไปต่างๆนานา​ ว่าต้องการคำถามที่​เอา​ "สังคมประชาธิปไตย" (ตะวันตก)​ เป็นตัวตั้ง​ เหมือนที่นิธิชัดเจนตอนลงชื่อคัดค้าน​ ม.112​ (ประชาไท 11​ กุมภาพันธ์​ 2552) และชัดเจนตอนที่​ นิธิ​ ประกาศเลือกจะสวมหัวโขนเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่​ (ผู้จัดการออนไลน์ 21​ ตุลาคม​ 2561) (ที่ณ.เวลานี้​ กล้าท้าทาย​ สถาบันพระมหากษัตริย์​ อย่างเปิดหน้าแล้ว-ดูในบทความเก่าของสถาบันทิศทางไทย)​

 

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น​ หวังว่านิธิคงจะไม่ลืมถ้อยคำของตัวเอง​ที่ว่า​ "แต่ละสังคมมีพื้นภูมิและเงื่อนไขแวดล้อมที่ต่างกัน"

 

จะลอกคำตอบ​ หรือ​ลอกคำถาม​ของสังคมอื่นมาใช้​ โดยไม่ดูพื้นเพ​ ภูมิหลัง​ รากเหง้าของสังคมวัฒนธรรมตัวเอง

 

​ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่​สิ้นคิด​ทั้งสิ้น

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง