ธรรมนัสฝ่าดงหนาม โดดเด่นจนเป็นเบ้า !!! นอกพรรคขย่ม-ในพรรคเขม่น?!?

Publish 2019-09-10 15:33:06


 

ต้องเรียกว่างานเข้าอย่างจัง!!! สำหรับผู้กองตุ๋ย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ล่าสุดถูกหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ของออสเตรเลีย ตามขุดคุ้ยคำพิพากษาคดียาเสพติดที่ออสเตรเลียในปี 2536 และพบว่ารายละเอียดหลายอย่างไม่ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าไม่คาดเมื่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลดาหน้าเรียงตัวออกมาขย่มซ้ำ ซึ่งต้องยอมรับว่าห้วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนนี้ผู้กองตุ๋ยมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าในบทบาทกาวใจในพรรคพลังประชารัฐ ทั้งงานบริหารในฐานะรัฐมนตรีที่เดินหน้าลุยภารกิจ โดยจะด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่ได้ตกเป็นเบ้า ทั้งในพรรคและนอกพรรค ซึ่งในวันนี้เราจะมาร่วมกันคิดพิจารณาไปที่ภายในพลังประชารัฐหลังบิ๊กป้อมเข้าไป เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีสับสนอลม่านอยู่ในพรรค กระทั่งถึงวันนี้!!! กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เรามาร่วมติดตามพร้อมกันว่าท้ายที่สุดแล้วงานนี้ทำไมกุญแจสำคัญคือหนึ่งใน3ป. !?!



 

ก่อนอื่นลองดูในสิ่งที่สื่อออสเตรเลียนำมาตีข่าวไว้ โดยอ้างบันทึกศาลในคำพิพากษา ซึ่งจะขอนำบางส่วนมาเปิดเผยดังนี้ ในขณะนั้น ร.อ.ธรรมนัส ยังใช้ชื่อว่า “มนัส” อยู่ (ชื่อและนามสกุลตามที่ระบุในสื่อของออสเตรเลียคือ Manat Bophlom) โดยสื่อของออสเตรเลียระบุว่านายมนัสในขณะนั้นเป็นบุคคลสำคัญในกระบวนการขนยาเสพติดมาที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้ไปพบกับผู้มีอิทธิพลใต้ดินในไทยและผู้ร่วมขบวนการชาวออสเตรเลีย ที่กรุงเทพฯ

 

จากบันทึกของศาล นายมนัสระบุว่า แม้นายศรศาสตร์จะไม่ได้บอกเขาตรงๆ ว่าสิ่งที่จะขนไปออสเตรเลียนั้นเป็นเฮโรอีน แต่เขาก็ยอมรับว่าสงสัยว่าของที่จะส่งไปออสเตรเลียนั้นผิดกฎหมาย “แม้ว่าเขา (ศรศาสตร์) จะไม่ได้บอกผมตรงๆ ว่ามันคือเฮโรอีน แต่ผมก็สงสัยว่าสิ่งที่เขากำลังจะส่งไปออสเตรเลียนั้นผิดกฎหมาย” นอกจากนั้นนายมนัสยังได้บอกตำรวจเพิ่มเติมด้วยว่า “ผมรู้ว่าวีระเป็นพวกลักลอบขนของผิดกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย”

 

 

 



 

นายมนัสและนายศรศาสตร์ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามปล่อยตัวก่อนครบกำหนด 4 ปี ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่ารายละเอียดจากเอกสารของศาลออสเตรเลียที่หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald นำมาเสนอ มีหลายส่วนที่ไม่ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ที่เจ้าตัวได้แถลงข่าวที่รัฐสภาชั่วคราว อาคารทีโอที ยืนยันว่าตนไม่เคยนำเข้า ผลิต หรือจำหน่ายยาเสพติดใดๆ แต่ “เป็นเรื่องโอละพ่อ” ที่ทำให้ถูกดำเนินคดีข้อหารู้ว่ามีการค้ายาเสพติดแต่ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งที่แท้จริงตนไม่รู้ ทำให้ต้องโทษจำคุก 8 เดือนและออกมาใช้ชีวิตอีก 4 ปีที่ซิดนีย์ ก่อนถูกส่งกลับมาไทยโดยไม่มีคดีติดตัว

 

“หลักฐานเหล่านี้สามารถไปตรวจสอบจากศาลของประเทศออสเตรเลีย ณ นครซิดนีย์ได้ว่าที่ผมพูดวันนี้เป็นความจริงไหม การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ผมถือว่าเป็นกำลังหลักสำคัญ ในการขับเคลื่อน ในการประสาน ดังนั้นถ้าล้มผมได้ รัฐบาลก็สั่นคลอน เพราะว่าในหลายๆ พรรค ในหลายๆ ส่วนที่ผมประสานไว้ มันเป็นความลับที่อยู่ในตัวผมคนเดียว ดังนั้นเขาก็รู้ว่าผมคือเส้นเลือดใหญ่ ที่จะเอาเลือดไปหล่อเลี้ยงในหัวใจของรัฐบาล” นี่คือส่วนหนึ่งที่ต้องถือว่าเป็นประโยคที่สำคัญที่ร.อ. ธรรมนัส แถลงชี้แจงเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะถูกสื่อออสเตรเลียตีข่าวโดยอ้างบันทึกของศาล

 

และล่าสุดกับการชี้แจงวันนี้คือวันที่ 10 ก.ย.หลังประชุมคณะรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส ก็ออกมาพูดถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอรัลด์ ของประเทศออสเตรเลีย ตีพิมพ์พาดพิง พัวพันยาเสพติด และเคยถูกจับที่ประเทศออสเตรเลียว่า เรื่องนี้ผ่านมา 30ปีที่แล้วตนได้ชี้แจงไปหมดแล้ว การนำข่าวมาเขียนใหม่แบบละเอียด ต้องมีที่มาที่ไป ซึ่งตนก็รู้หมดแล้ว และตนต้องการแก้ไขด้วยตนเอง รู้ว่าโยงใยเกี่ยวกับอะไร และรู้โครงข่ายทั้งหมด ได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการทั้งแพ่งและอาญา ส่วนตอนถูกสอบสวนนั้นตนไม่เคยรับสารภาพเพราะไม่เคยกระทำความผิด

 

 

“ส่วนในข่าวมีการอ้างถึงบันทึกของศาล ตนมองว่าเรื่องนี้มีการเขียนขึ้นภายในประเทศและส่งไปให้นักข่าวที่ต่างประเทศตีพิมพ์ โดยก่อนหน้านี้ตนเคยได้รับการติดต่อจาก นายไมเคิล รัฟเฟิลส์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ดิสนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ หลายครั้งต้องไปดูว่านายไมเคิล เป็นเครือข่ายอะไร เชื่อว่าอาจเป็นกระบวนดิสเครดิตตนเองเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ ตนเลยไม่ตื่นเต้นอะไร หากวนอยู่อย่างนี้ประเทศจะไม่เดินหน้า แต่ถ้าหากข้องใจก็เปิดหน้ามาชกเลยดีกว่า ไม่ต้องเป็นอีแอบ เรื่องแบบนี้ไม่ควรพูดเพื่อให้คนอื่นเสียหาย และหากใครพูดเรื่องอดีตของตนอีก ตนก็จะไม่พูดต่ออีกแล้ว และจะดำเนินคดีกับคนที่พูดถึง ยืนยันจะไม่ลาออกเพราะมันเป็นเรื่องในอดีต ตนเองเป็นลูกผู้ชายอยู่ในโลกของความเป็นจริง”

 

นั่นจะเห็นได้ชัดว่าการชี้แจงทั้งสองครั้ง ผู้กองธรรมนัส พยายามชี้ให้เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นการสร้างเรื่องสร้างประเด็นออกมาโจมตี ซึ่งนั่นทำให้มองย้อนไปที่สาเหตุหากเหตุผลที่อธิบายนี้เป็นจริง เพราะต้องย้ำว่า ตัวผู้กองธรรมนัส มีความโดดเด่นทั้งก่อนเลือกตั้งมาเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปเคลียร์ปัญหาต่างๆภายในพรรคพลังประชารัฐที่มีเรื่องให้เข้าไปจัดการตามที่ปรากฏออกมาเป็นที่รับทราบก่อนหน้านี้ ด้วยเพราะภายในประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม ไม่ว่า สามมิตร กลุ่มสมคิดที่เคยเป็นก้อนเดียวกันกับสามมิตร กลุ่มพี่น้อง3ป. ที่หมายรวมถึงผู้กองธรรมนัสและส.ส.ภาคกลางบางส่วน รวมทั้งกลุ่มแกนนำกปปส.

 

ความโดดเด่นจนตกเป็นเป้าของร.อ.ธรรมนัส  มีมาอย่างเรื่อยๆในขณะพรรคพลังประชารัฐกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั่นคือ การเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคคนใหม่ ในห้วงเวลาที่มีข่าวสะพัดออกมา ว่าบิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเข้าไปนั่งเป็นหัวหน้าพรรคแทนนายอุตตม สาวนายน และจะมีเลขาฯพรรคคนใหม่ที่ชื่อ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยล่าสุดนั้นพี่ใหญ่แห่ง3ป. บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำร่องเข้าไปนั่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

ในการเข้าไปเป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐของบิ๊กป้อม แน่นอนว่าถูกคาดหมายว่าเป็นการเข้าไปดูแล จัดการความวุ่นวายภายในของพลังประชารัฐที่สับสนอลม่านอยู่เป็นระยะเนื่องด้วยการประกอบจากนักการเมืองสายอาชีพหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตร ดังนั้นการเข้าไปของพี่ใหญ่3ป.จึงคล้ายว่าเป็นการจัดระเบียบพรรคใหม่ก่อนมีการเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ และในขณะเดียวกันนี้เองก็มีเสียงเล็ดลอดออกมาว่า คนที่จะก้าวขึ้นไปเป็นแม่บ้านคนใหม่หาใช่ใครที่ไหน ก็อยู่ในปีกพี่ใหญ่อย่างผู้กองตุ๋ยนั่นเอง!?!

 

แม้ว่าการเข้าไปแล้วของบิ๊กป้อมก็ใช่ว่า เรื่องราววุ่นวายจะจบสงบลง เพราะสดๆร้อนๆที่เพิ่งเกิดขึ้นในการออกมาแฉของผู้สมัครส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐซึ่งสะเทือนไปยังพรรคร่วมรัฐบาลอย่างชาติไทยพัฒนาจนถึงขั้นขู่จะฟ้องร้องกันเลยทีเดียว และก่อนที่เรื่องจะไปถึงตีนศาล ก็ได้มือกาวอย่างผู้กองธรรมนัสออกมาเคลียร์คัทตัดจบเพียงข้ามคืนเท่านั้น ซึ่งนี่เห็นหรือไม่ว่า นักการเมืองอดีตนายทหารผู้นี้มีบทบาทสำคัญเพียงใดต่อการมีอยู่ของรัฐบาล และพรรคพลังประชารัฐ แล้วนี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่โดนเขม่นจากคนในพรรคหรือไม่ ทั้งบทบาทที่เด่นจนเป็นเป้าในการทำงานในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพราะภาพที่เห็นตลอดมาหลังเข้ารับตำแหน่งก็ออกช่วยเหลือชาวบ้านอย่างขมีขมันโดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมนี้โดยมีโฆษกรัฐบาล อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ตามประกบติดเป็นเงาตามตัวด้วยมาจากพรรคพลังประชารัฐด้วยกัน

 

กระนั้นเรื่องนี้จึงยังต้องติดตามกันต่อไปว่าที่สุดแล้ว ผู้กองตุ๋ยจะฝ่าดงหนามครั้งนี้ไปได้อย่างไร จะสะบักสะบอมแค่ไหน อยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องขึ้นอยู่กับศูนย์กลางอำนาจภายในพรรคอย่างป.ประวิตร ว่าจะจัดการความต่าง ความวุ่นวายทลายกลุ่มก๊วนให้สงบได้มากน้อยแค่ไหน เพราะขืนปล่อยก็เกิดเรื่องบ่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีทั้งพรรคและรัฐบาล ส่วนธรรมนัสก็แค่หนึ่งในสงครามตัวแทน โดยวัดกันว่าท้ายที่สุดบิ๊กป้อมจะเอาอยู่หรือไม่???

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง