จตุพรเปิดเองคำพิพากษา เหตุฏีกากลับยุนปช.เผา เผยโดนชดใช้30ล้าน

Publish 2019-08-26 08:15:41


จากกรณีวันนี้(26ส.ค.) เฟซบุ๊ก Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งเป็นเพจที่รายงานความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้โพสต์ข้อความคำพูดของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ภายหลังจากที่มีข่าวศาลแพ่งพิพากษาฏีกาสั่ง3แกนนำนปช.จ่ายเงินชดใช้กรณีการชุมนุมเมื่อปี2553 มีการเผาทำลายสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นนั้น โดยข้อความที่โพสต์ระบุว่า  "พูดไม่ทันขาดคำ อย่างตาเห็น วิบากกรรม นปช.ยังไม่หมด?และเรื่องของบ้านเมือง ความจนกับความตาย"



 

ทั้งนี้เฟซบุ๊กดังกล่าวยังเผยแพร่เนื้อหารายละเอียดคำพูดของนายจตุพรด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2562 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการ ลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ถึงพูดเรื่อง วิบากกรรมของนปช.ยังไม่สิ้นสุด พูดไม่ทันขาดคำ อย่างกับตาเห็น ในวันที่ 22 สิงหาคม 2562 มีคำพิพากษาศาลแพ่ง ซึ่งมีตน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. เป็นจำเลยร่วมให้ชดใช้ค่าเสียหายในคดีแพ่ง ซึ่งต่างคนก็ไม่ทราบว่าศาลฯได้นัดอ่านคำพิพากษา เนื่องจากไม่ได้รับหมายศาล

 

 

 



 

นายจตุพร กล่าวว่า คดีนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพาณิชย์และผู้เช่าอาคารพาณิชย์ บริเวณถนนราชปรารภ ซึ่งเกิดเพลิงไหม้ ได้ฟ้อง ไม่ใช่เพียงแค่ตน 3 คน เท่านั้น ยังมีจำเลยอีกหลายคน โดยคดีนี้ มี 2 สำนวน ซึ่งมารวมกันภายหลัง โดยจำเลยที่ 1 ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเลยที่ 2 ชื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำเลยที่ 3 กระทรวงการคลัง จำเลยที่ 4 กระทรวงกลาโหม จำเลยที่ 5 กองทัพบก จำเลยที่ 6 ตน จำเลยที่ 7 นาย ณัฐวุฒิ จำเลยที่ 8 นายอริสมันต์ จำเลยที่ 9 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 10 หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร จำเลยที่ 11 นายทักษิณ ชินวัตร

 

ในการวางเพลิงคดีดังกล่าวนี้ ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาได้แม้แต่เพียงรายเดียว ในคดีอาญา ส่วนในคดีแพ่ง โจทก์ ก็ไม่สามารถมายืนยันได้ว่าใครเป็นคนเผา และโจทก์ก็ไม่ได้ปรักปรำใคร ได้ฟ้องคนที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมทั้งหมด ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุมร่วมกันเป็นจำเลย เรียกค่าเสียหายตามจริง

 

 

“เมื่อตนได้ยินข่าวคำพิพากษานี้ ด้วยว่าไม่ได้รับหมาย จึงไม่ได้ไปฟัง เมื่อฟังข่าวนี้ เราก็เลือกที่จะตั้งหลักแล้วก็เงียบ แต่ปรากฏว่า นายราเมศ รัตนเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนออกมาแถลงเรื่องนี้ ตนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบาย ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง แล้วศาลฎีกา ลงให้พวกตนทั้งสามคน ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 19 ล้าน 3แสน รวมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 เป็นเงินประมาณ 30 ล้านบาท

 

เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในเวลา 19 นาฬิกาเศษของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ภายหลังพวกตนได้ยุติการชุมนุมในเวลา 13นาฬิกา 45นาที ซึ่งจากสาระสำคัญของคำวินิจฉัยศาลฎีกา มีถ้อยคำคำให้การของโจทก์ที่น่าสนใจ ยืนยันว่าพวกตนน้อมรับคำตัดสินของศาลทุกประการ ไม่มีคำพูดใดที่มีเนื้อหาละเมิดอำนาจศาลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม”

 

 

นอกจากนี้ประธานนปช. ยังระบุว่าเมื่อโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เอาเรื่องนี้มาแถลงเป็นประเด็น ในการฟ้องของโจทก์ก็ได้ให้ความเป็นธรรม จึงฟ้องทุกฝ่ายว่าต้องรับผิดชอบ โจทก์ได้เล่าตามข้อเท็จจริงในการเบิกความ โดยระบุว่า ในวันที่ 19 พฤษภาคมมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ชุมนุมในเวลา 14นาฬิกา กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศสลายการชุมนุม จนกระทั่งเวลา 16นาฬิกา มีเจ้าหน้าที่ทหารวางรั้วลวดหนามไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าบริเวณถนนราชปรารภ และนำป้ายข้อความว่า พื้นที่ใช้กระสุนจริงวางไว้กลางถนน เมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา 30 นาที มีเจ้าหน้าที่ทหารกลุ่มหนึ่งมาเคาะประตูบ้าน แจ้งให้โจทก์ที่ 2 ออกจากบ้าน โดยอ้างว่าจะมีการดับไฟฟ้า เพราะต้องการให้ผู้อยู่อาศัยในบริเวณนี้ย้ายไปอยู่ที่อื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมพื้นที่ จะได้ปฎิบัติเคลียร์ผู้ชุมนุมออกไปจากสามเหลี่ยมดินแดง และหากไม่ออกไปจะไม่รับรองความปลอดภัย ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา45นาที ก็ได้เกิดเพลิงไหม้บริเวณอาคารของโจทก์ที่ 2 ถึง 4 ได้รับความเสียหาย ซึ่งขณะนั้นพื้นที่อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร

 

 

“ส่วนหนึ่งของคำพิพากษา มีใจความว่า ในการปราศรัยของจำเลยที่ 6 ได้ใช้คำพูดปราศรัยในทำนองปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมตอบโต้อำนาจรัฐด้วยการเผาบ้านเผาเมือง เหมือนจำเลยที่ 7 นายณัฐวุฒิ และจำเลย ที่ 8 นายอริสมันต์ ซึ่งก็ได้อธิบายความกันแล้วว่า คำพูดดังกล่าวอยู่กันคนละห้วงเวลา จำเลยที่ 6 หมายถึงตน เพียงพูดในลักษณะให้มารวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดเหมือนคำพูดของจำเลยที่ 11 คืออดีตนายกฯทักษิณ แต่จำเลยที่ 6 เป็นประธานกลุ่ม นปช. แสดงบทบาทเป็นหลักเป็นแกนสำคัญ ในการชุมนุมครั้งนี้โดยตรง จำเลยที่ 6 อยู่ร่วมรับรู้การปราศรัยของ จำเลยที่ 7 และ 8 และกล่าวอ้างกรณีที่ นายจตุพร ให้การเบิกความ แก้ตัวแทนจำเลยที่ 7 และ 8 ในทำนองพูดเพื่อป้องปราม มิให้รัฐใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาสลายการชุมนุม”

 

เรื่องนี้ตนอยากเรียนด้วยความเคารพว่า การพูดว่าหากมีการปราบปรามให้ไปรวมตัวที่ศาลากลาง ตนพูดในวันที่ 3 เมษายน 2553 และในขณะที่พูด ตนไม่ได้เป็นประธาน นปช. แต่ตอนนั้น นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เป็นประธาน นปช. ตนพึ่งได้รับตำแหน่งประธาน นปช. ปี 2557 แต่คำวินิจฉัยศาลบอกว่า แม้ว่าไม่มีถ้อยคำเป็นการปลุกเร้า เป็นถ้อยคำเดียวกับอดีตนายกฯทักษิณ แต่คดีนี้ นายกฯทักษิณ ยกฟ้อง แต่นายจตุพรพูดคำเดียวกันไม่ยกฟ้อง เพราะเป็นประธาน นปช. ซึ่งข้อเท็จจริงในขณะนั้น ตนไม่ได้เป็น ประธาน นปช. ในขณะนั้น

 

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ คดีนี้ ตนอยากสื่อสารไปยังโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ว่าไม่มีผู้ต้องหาสักรายเดียว ที่ถูกจับกุมและซัดทอด โจทก์เบิกความชัดเจน ว่าถูกเจ้าหน้าที่ให้ออกจากบริเวณอาคารดังกล่าว และอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่แบบเบ็ดเสร็จ มีการขึงลวดหนามเรียบร้อย และเขียนป้ายพื้นที่ใช้กระสุนจริง

 

เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วก็เป็นที่ยุติ แบบไม่ทันตั้งตัว พวกตนก็เป็นหนี้กันได้ 19 ล้าน 3 แสนบาท สามคนบวกดอกเบี้ย เฉลี่ยคนละ 10ล้าน ซึ่งก็ต้องปรึกษาหารือกันกับพรรคพวกอีกสองคน แม้เรื่องทั้งหมดไม่ได้กระทำการ ไม่ว่าอย่างไรเมื่อคำตัดสินออกมาเช่นนี้ พวกตนก็ต้องน้อมรับทุกประการ เพียงแต่ข้อเท็จจริง โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นเอกชน เขาไม่ได้ฟ้องในลักษณะปรักปรำ เขาจึงฟ้องทุกภาคส่วน ไม่ว่าฝ่ายรัฐ กระทรวงทบวงกรม กรุงเทพมหานครหรือ ผู้ชุมนุม จำเลยอีกสองคน ทั้งนายณัฐวุฒิ และ นายอริสมันต์ ก็มีประเด็นที่ได้มีการหักล้างกันไปแล้ว ว่าพูดที่เขาสอยดาว และหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เป็นคนละบริบท

 

ตนเกรงจะมีการขยายนำเอาคำพิพากษานี้ มาหยิบใช้ทางการเมืองจนเกินงาม หลังจากนี้เราทั้งสามคน จะมานั่งคุยกันว่ามีขั้นตอนทางกฎหมายเรื่องชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร ในกรณีจำเลย ไม่ได้รับหมายศาล ซึ่งก็พิสูจน์ได้” นายจตุพร กล่าว

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง