นปช.ระทึก!ศาลพิพากษาคดีก่อการร้าย จตุพรบอกอัตราโทษเดียวประหาร

Publish 2019-08-13 11:25:20


จากกรณีเฟซบุ๊ก Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งได้กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยของเรา ภารกิจของเรา” ซึ่งมีการจัดกิจกรรมต่อลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์ ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม พีซทีวี โดยมีเนื้อหาบางช่วงที่น่าสนใจระบุว่า

งานนี้ลุ้นหนักแน่!?!


 

“การถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ทั้งคณะว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีข่าวใดเป็นกระแสมากไปกว่าข่าวเรื่อง การถวายสัตย์ ฯ ที่นอกจะกล่าวไม่ครบถ้วนแล้ว ยังมีถ้อยคำอื่นเพิ่มมา นอกเหนือ รัฐธรรมนูญอีกด้วย เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่คนไทยไม่เคยเจอกันมาก่อน ด้วยการถวายสัตย์ทุกยุคทุกสมัย ก็เป็นการกล่าวตามนายกรัฐมนตรี ที่ต้องอ่านข้อความตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นด้วย บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ได้ระบุไว้ถึงขั้นตอนก่อนเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีว่า จะต้องถวายสัตย์ ต่อด้วยแถลงนโยบาย ซึ่งนอกจากเรื่องถวายสัตย์ไม่ครบแล้ว การแถลงนโยบายก็ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ไม่ระบุที่มารายได้”

 

 

 



 

ทั้งนี้นายจตุพร ยังกล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรี กล่าวขอรับผิดในเรื่องนี้ แต่เพียงผู้เดียวนั้น เป็นสิ่งที่ควรยอมรับความจริง แต่ทั้งนี้ ความรับผิดชอบต้องมีผลในทางปฏิบัติด้วย ก่อนอื่น นายกรัฐมนตรี ควรขอพระราชทานอภัยโทษก่อน แล้วจึงจัดการความรับผิดชอบทางการเมืองตามหลัง อย่างไรก็ตาม ตนไม่เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะตั้งใจถวายสัตย์ไม่ครบ แต่ในเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ หากไม่รีบแก้ไข จะเกิดปัญหาพอกพูน เป็นดินพอกหางหมู ส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีต้องรีบดำเนินการหยุดยั้งความเสียหาย โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะใช้วิธี ถวายสัตย์ใหม่ หรือ ลาออกก่อน แล้วโหวตเข้ามาใหม่ทีหลัง อย่างไร ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน พลเอกประยุทธ์ ก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เช่นเดิม

 

 

นอกจากนี้ประธานนปช. ยังได้กล่าวในช่วงท้ายว่า ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ผลลัพธ์ของนักต่อสู้อย่างเรา คือการสะสมคดีความ วันพุธที่ 14 สิงหาคมนี้ ศาลชั้นต้น ได้นัดพิพากษา คดีก่อการร้าย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการชุมนุมของเรา เมื่อ เมษา – พฤษภา 2553 คดีนี้ เราต่อสู้มากว่า 9 ปี อัตราโทษเดียว คือ ประหารชีวิต ทั้งนี้ วันดังกล่าว สิ่งที่เราจะลุ้นผลพิพากษา ก็มีแค่ โทษตายกับโทษไม่ตาย เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการต่อสู้ เราได้ยก ชีวิต อิสรภาพให้การต่อสู้หมดแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรายืนอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท เราน้อมรับชะตากรรม ไม่ว่าผลเป็นอย่างไร เราก็ยอมรับ นอกจากนี้ ในสัปดาห์ถัดไป คือวันที่ 20 สิงหาคม ก็มีคดีหมิ่นประมาท เป็นคดีเล็กน้อย ที่ต่างฝ่ายต่างถอนคดีกันไป และในวันที่ 23 กันยายน ก็จะเป็นการตัดสินในชั้นศาลฎีกา ในคดีบุกบ้าน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และ แกนนำ นปช.อีกหลายคน

 

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ศาลอาญาได้นัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช., นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี เลขาธิการ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี, นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 54 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี, นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี อดีตแกนนำและแนวร่วม นปช. กับพวกรวม 24 คน

 

ทั้งนี้เป็นจำเลยที่ 1- 24 ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2 , ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ให้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 116, 215, 216 และร่วมกันชุมนุม ฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวม 6 ข้อหา กรณีพวกจำเลย ได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค. 2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภา ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

 

 

ต่อมา26 เม.ย.62 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายจตุพร พร้อมแกนนำ นปช. ได้เดินทางมาศาลนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดี นปช. ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. กับพวกรวม 24 คน กรณีพวกจำเลยปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค. 2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภา

 

ขณะที่ นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า สำหรับวันนี้มีจำเลย 2 คน คือตัวเองกับนายณัฐวุฒิ จะเป็นสองปากสุดท้าย  หลังจากนั้นศาลจะนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้ง ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาทุกคนมีเจตนาที่จะต่อสู้และยึดแนวทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเท่านั้น ไม่ยึดระบอบอื่น และคดีนี้จะยุติหลังต่อสู้กันมาในศาลถึง9ปี

 

“ตนยืนยันขณะนั้นก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันในเจตนาเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ดังนั้นเรื่องราวอื่นๆ ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรกันหมดทุกคน และมีการซักถามตอบกลับเป็นจำนวนหลายครั้ง ตนมั่นใจในคดีนี้ เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว กระบวนการยุติธรรมจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 นี้”

 

 อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยขึ้นเบิกความเป็นพยาน 2 ปากสุดท้ายเสร็จสิ้น ศาลจึงกำหนดวันฟังคำพิพากษาคดีนี้คือในวันที่ 14 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยให้คู่ความยื่นคำแถลงปิดคดีส่งศาลภายใน 45 วัน และสำหรับคดีนี้อัยการได้ยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำ นปช.มาตั้งแต่ ปี 2553 ซึ่งใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานและสืบพยานบุคคลมานานร่วม 9 ปี จึงได้นัดฟังคำพิพากษา

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง