สมชายเผยศาลฏีกาฯพิพากษาจำคุกทักษิณคดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์

Publish 2019-04-23 16:25:31


จากกรณีวันนี้(23เมย.) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ โดยระเนื้อหาว่า   ข่าวดี  รายงานมา เพื่อทราบครับ  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  คดีหมายเลขดำที่ อม.3/2551  คดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551  ระหว่าง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแห่งรัฐ (คตส.) โดย คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายทักษิณ ชินวัตร จำเลย



 

กรณีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (exim bank) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อจำนวน 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลสหภาพพม่า โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน เพื่อนำเงินกู้ดังกล่าวไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

 

ศาลมีคำพิพากษา วันที่ 23 เมษายน 2562 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) ให้จำคุก 3 ปี

 

ที่มา : สำนักคดี

สำนักงาน ป.ป.ช.

 

 

 



 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ คือเมื่อวันที่ 4 ก. ค.61 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 09.30 น. องค์คณะคดีการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ (EXIM BANK) นัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ภายหลัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ให้นำคดีหมายเลขดำ อม.3/2551 หมายเลขแดง อม.4/2551 ที่ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อายุ 69 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดุแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรืออละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมาอาญา มาตรา 157 ที่เห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ อนุมัติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำอัตรา 3% ต่อปี ให้กับรัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาท

 

 

ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า (เมียนมาร์) ซึ่งดอกเบี้ยนั้นต่ำกว่าราคาต้นทุนของเอ็กซิมแบงก์ และเพื่อหวังประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียม ที่มีการสั่งซื้ออุปกรณ์จาก บริษัท ชินแซทเทอร์ไลท์ ที่เป็นบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร ขึ้นมาพิจารณาใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย หลังจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 ออกมาบังคับใช้  ซึ่งในมาตรา 28 บัญญัติสาระสำคัญว่า ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตาม มาตรา 27 และศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่มาศาล และมีการออกหมายจับจำเลยแล้วยังไม่สามารถจับจำเลยได้ภายใน 3 เดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้ และไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะมาต่อสู้คดีเมื่อใดก็ได้ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา

 

โดยคดีนี้องค์คณะฯ มีคำสั่งประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 30 ก.ค.51 แล้วนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อจะสอบคำให้การ นายทักษิณ ในวันที่ 16 ก.ย.51 แต่ปรากฏว่าขณะนั้น นายทักษิณ ไม่มาศาลเนื่องจากหลบหนีไปต่างประเทศในคดีอื่นแล้ว องค์คณะฯ จึงออกมายจับให้ตามตัวมาดำเนินคดีนับตั้งแต่นั้น  

 

ขณะที่วันนี้ ป.ป.ช. โจทก์ มีผู้รับมอบอำนาจมาศาลพร้อมเข้าสู่กระบวนพิจารณา ส่วน นายทักษิณ จำเลย ไม่มาศาล และไม่มีผู้แทนใดรับมอบอำนาจมาศาลแทน

 

 

องค์คณะฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่า นายทักษิณ จำเลย ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี พฤติการณ์มีเหตุควรเชื่อได้ว่าจำเลยหลบหนี จึงให้ออกหมายจับ โดยให้ ป.ป.ช. โจทก์ ดำเนินการติดตามผลการจับกุมและรายงานผลให้ศาลทราบก่อนถึงวันนัดไม่น้อยกว่า 7 วัน

 

ซึ่งกรณีไม่สามารถจับจำเลยได้ภายใน  3 เดือนนับแต่ออกหมายจับ ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้ ตาม วิ อม. มาตรา 28 วรรคสอง

 

อย่างไรก็ดี เมื่อนัดพิจารณาครั้งแรก นายทักษิณ จำเลย ไม่มาศาล ถือว่าจำเลย ตาม วิ อม. มาตรา 33 (ในวันพิจารณาครั้งแรก ในกรณีที่จําเลยมิได้มาศาล ในวันพิจารณาครั้งแรกไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ถือว่าจําเลยให้การปฏิเสธ)

 

โดย องค์คณะฯ กำหนดนัดให้ตรวจพยานหลักฐานต่อไป ในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น. โดยให้คู่ความยื่นบัญชีพยานหลักฐาน และแนวทางการไต่สวนพยาน ก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 14 วัน ส่วนของจำเลยก็ให้ส่งหมายแจ้งวันนัดให้ทราบตามที่อยู่ หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายต่อไป

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง