พลิกแฟ้ม 30 ปีอาณาจักรดิวตี้ฟรีสนามบิน "บิ๊กตู่" ไฟเขียวปลดล็อคสัมปทาน ไม่จำเป็นต้อง"คิง พาวเวอร์" ??

Publish 2019-03-15 17:09:39


ถือเป็นอีกหนึ่งปฏิกริยาในเชิงสร้างสรรค์อีกครั้งของพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  และหัวหน้าคสช.  แม้ว่าจะถูกนักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบเพื่อดิสเครดิต    หลังจากส่งสัญญาณถึงบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้บริหาร ทอท.ในการพิจารณาทบทวนข้อท้วงติงว่าด้วยปัญหาการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร หรือ ดิวตี้ฟรีของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่  โดยการเลือกใช้โมเดลเปิดประมูลแบบสัญญาเดียว และรวบสัญญาดิวตี้ฟรีท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่ง เป็นสัญญาเดียว

 

 

ทั้งนี้  พล.ท.วีรชน  สุคนธปฏิภาค  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  ได้รับฟังข้อห่วงใยจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการผูกขาด  จึงอยากให้คณะกรรมการ ทอท. และผู้บริหาร ทอท. พิจารณาทบทวนแนวทางการประมูลดังกล่าว โดยคำนึงถึงข้อท้วงติงของสังคมและประโยชน์ที่ ทอท. และประเทศชาติจะได้รับอย่างรอบด้าน

 

โดยทางด้านพล.อ.ประยุทธ์  ได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะหาแนวทางที่เหมาะสม  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปติดตามกำกับดูแลและร่วมหาแนวทางที่ดีที่สุดกับ ทอท. โดยเร่งด่วน



ขณะที่ก่อนหน้านั้น  "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ"  ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟสบุ๊ค ประกาศเจตนารมย์ชัดเจนจะเดินหน้า  จับตาประมูลร้านค้าดิวตี้ฟรี 4 สนามบินอย่างใกล้ชิด   เนื่องจากข้องใจรายได้จากการขายสินค้าปลอดภาษีที่ผ่านมา ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น  ทำให้เกิดควาคลางแคลงใจว่าการประมูลครั้งใหม่อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับทุนใหญ่ก่อนมีรัฐบาลใหม่

 

ทั้งนี้ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวถึง การประมูลโครงการร้านค้าปลอดภาษีอากร (Duty Free Shop) ครั้งใหม่ในสนามบิน 4 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบิน หาดใหญ่, สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ รวมทั้งสิทธิ์เปิดจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick-Up Counter) ที่นักท่องเที่ยวซื้อจากร้านค้าปลอดภาษีในเมือง ซึ่งปัจจุบันธุรกิจนี้มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท เป็นอีกโครงการประมูลใหญ่ที่ทางองค์กรฯเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่า อาจถูกสอดแทรก เร่งอนุมัติหรือปรับแก้เงื่อนไขเอื้อประโยชน์ให้กับทุนใหญ่ก่อนมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

 

ข้อมูลจาก  Generation  research  พบว่า   ปี 2559  ไทยมีจานวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 32.6 ล้านคน (จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ค้างแรม) กลับสามารถสร้างรายได้จากการขายสินค้าปลอดภาษีอากรได้แค่ราว 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 6.1 หมื่นล้านบาท  ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้มีจานวนผู้มาเยือนเพียง 16.9 ล้านคน แต่ยอดขายสินค้าปลอดภาษีและธุรกิจค้าปลีกในสนามบินสูงกว่าประเทศไทยถึง 5.7 เท่า โดยเป็นจำนวนเงินถึง 10.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.49 แสนล้านบาท

 

เมื่อพิจารณาข้อมูลต่างๆแล้ว ยังพบว่า ประเทศชาติได้ผลตอบแทนจากอุตสาหกรรมนี้ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น  เช่น   เกาหลี  สิงคโปร์  ญี่ปุ่น  และกว่าสิบปีที่ผ่านมามีข่าวไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับร้าานค้าปลอดภาษีอากรมากมาย ทั้งที่เป็นคดีความและเรื่องที่ถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา สภาปฏิรูป สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป เช่น การจ่ายผลตอบแทนไม่เป็นไปตามสัญญา การตรวจสอบของเจ้าหน้ารัฐด้อยประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการไม่โปร่งใส เป็นต้น  ขณะที่หลายประเทศสามารถสร้างจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ด้วยการช้อปปิ้งโดยเฉพาะสินค้าปลออดภาษีอากร นอกจากจะทำให้ตลาดท่องเที่ยวเติบโตแล้วยังสร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน ให้ผลตอบแทนที่ดีแก่รัฐ จึงไม่สมควรที่จะเสียโอกาสเหล่านี้ไปอีก

 

“กว่าสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสหารายได้และสร้างชื่อเสียงด้านนี้ไปมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ    ถ้าวันนี้เอกชนไม่สามารถผูกขาดธุรกิจได้อีกต่อไป จะเกิดการพัฒนาธุรกิจเพื่อการแข่งขัน ยอดขายโดยรวมของไทยสามารถเพิ่มจากปีละ 6 หมื่นล้าน เป็น 3 แสนล้านต่อปี รายได้ของรัฐ เพิ่มจาก 9,000 ล้านบาท เป็น กว่าแสนล้านบาทต่อปีได้ ดังนั้นการประมูลครั้งใหม่ที่จะมีขึ้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส เปิดกว้างและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เราจึงทำหนังสือถึงนายกฯอีกครั้ง เสนอให้ใช้ข้อตกลงคุณธรรมกับการประมูลนี้  ให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบตั้งแต่ต้น เพื่อความโปร่งใส และหวังว่าท่านนายกฯ จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้”

 

ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปดูรายละเอียดการทำหน้าที่ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ พบเคยทำหนังสือ 2 ฉบับถึงพล.อ.ประยุทธ์ ในหลักประเด็นสำคัญ  ว่าด้วยเรื่องการใช้ข้อตกลงคุณธรรมกับการประมูลดิวตี้ฟรีครั้งใหม่  ในทุกขั้นตอนรวมทั้งการร่างทีโออาร์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ป้องกันการผูกขาด ชี้มูลค่าโครงการมหาศาลถูกจับตาจากสังคมมาก 

 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม  2562   ทางองค์กรฯได้ทำหนังสือถึงพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการนำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ในการประมูลโครงการร้านค้าปลอดภาษีอากร (Duty Free Shop) ครั้งใหม่  ซึ่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ทางองค์กรฯเคยทำหนังสือเสนอนายกฯแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมากว่า 4 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้าและคำตอบใดๆ

 

โดยสาระสำคัญของหนังสือดังกล่าว ระบุข้อความว่า   “การประมูลหาผู้ร่วมลงทุนกับรัฐในโครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากร (Duty Free Shop) ครั้งใหม่ ที่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการในหลายสนามบินหลักของประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้มหาศาลเข้ารัฐในแต่ละปี โครงการนี้จึงอยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก

 

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เห็นว่า เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สามารถแข่งขันกับนานาชาติ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ การประมูลครั้งนี้จำเป็นต้องมีการแข่งขันที่เปิดกว้าง ป้องกันการผูกขาด เกิดความโปร่งใสตามนโยบายที่รัฐบาลของท่านได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ดังนั้นจึงควรนำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ในทุกขั้นตอนของการประมูลเริ่มตั้งแต่การร่างขอบเขตของงาน (TOR)

 

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงกราบเรียนมายังท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อขอทราบความคืบหน้าในการพิจารณานำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ในโครงการประมูลหาผู้ร่วมลงทุนกับรัฐครั้งใหม่นี้ ด้วยเป็นห่วงว่า เมื่อมีรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งแล้วเรื่องนี้จะถูกลืมหายไป ทำให้ต้องมาเริ่มทำความเข้าใจกันใหม่ จนอาจเกิดความเสียหายไม่ทันการ”

 

ดร.มานะ กล่าวด้วยว่า ข้อตกลงคุณธรรม คือ หนึ่งในเครื่องมือที่ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 นำมาใช้บริหารงานการมีส่วนร่วมภาคประชาชน เพื่อป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งจัดทำเป็นข้อตกลงร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ  ผู้ประกอบการภาคเอกชน  และผู้สังเกตการณ์อิสระตัวแทนภาคประชาชน โดยหน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการฯ ต้องตกลงกันว่าจะไม่กระทำการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง และเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้สังเกตการณ์อิสระ รวมทั้งยินยอมให้ผู้สังเกตการณ์อิสระที่มีความเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความรู้และประสบการณ์ เข้าร่วมสังเกตการณ์การทำงานจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดทำร่างขอบเขตงาน ไปจนส่งมอบงานสิ้นสุดโครงการ

 

 

ทั้งนี้กรณีคำทำท้วงข้างต้นขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯดังกล่าว  เป็นผลสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา  ทางด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.   ระบุว่าได้ออกประกาศเชิญชวนให้เอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Duty Free) ในสนามบิน 4 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบิน หาดใหญ่, สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่  โดยเป็นรูปแบบการประมูลสัญญาแบบรายเดียว  จะเปิดขายเอกสารการประมูล (TOR) ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ถึงวันที่ 1 เมษายน 2562 และพร้อมเปิดชี้แจงรายละเอียดกับเอกชน ในวันที่ 2 เมษายน

 

สอดคล้องกับมุมมองของ  ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ  ที่ให้ความเห็นว่า  ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบเคียงกับประเทศเกาหลีใต้  อาทิ  ตามรายงานของ Euromonitor ระบุว่าในปี  2559   นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย  ใช้จ่ายกับการซื้อสินค้าปลอดภาษีเฉลี่ยเพียงหัวละ 47 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,550 บาทเท่านั้น เทียบกับเกาหลีใต้ที่สูงถึงหัวละ 260 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,580 บาท มากกว่าไทยถึงกว่า 5 เท่า ทำให้เกาหลีใต้มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีถึงกว่า 3 แสนล้านบาท ในขณะที่ประเทศไทยมีรายได้เพียง 6 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น



โดยเกาหลีใต้ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างรายได้จากธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี   เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมการแข่งขันกันในธุรกิจร้านค้าสินค้าปลอดภาษีที่ชัดเจน โดยแบ่งสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินอินชอนซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารใกล้เคียงกับสนามบินสุวรรณภูมิคือประมาณ 60 ล้านคนต่อปี เป็น 12 สัมปทาน โดยในอาคาร 1 แบ่งสัญญาสัมปทานตามพื้นที่ (area concession) 6 สัญญา และ อาคาร 2 แบ่งตามกลุ่มสินค้า (category concession) เช่น เครื่องสำอาง แฟชั่น หนังสือ ฯลฯ อีก 6 สัญญา นอกจากนี้แล้วยังส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในตัวเมืองอีกด้วย โดยมีการให้สัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในกรุงโซลกว่า 10 แห่งโดยมีทั้งร้านขนาดใหญ่ เช่น Lotte Shilla Shinsegae Galleria Duty Free Doot Duty Free และขนาดย่อมเช่น Entras SM Duty Free หรือ Ulsan เป็นต้น กระจายอยู่ทุกย่านของตัวเมืองเพื่อที่จะอำนวยความสะดวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่

 

ขณะที่ธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีในประเทศไทยไม่ว่าจะในสนามบินหรือในเมืองเป็นของผู้ประกอบการรายเดียวทั่วประเทศ   ทำให้ตลาดสินค้าปลอดภาษีเป็นตลาดที่ผูกขาดอย่างสมบูรณ์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมรายได้จากการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีเราจึงน้อยนัก  ดังนั้นในการเปิดสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานภูมิภาคอีก 3 แห่งซึ่งจะหมดอายุลงในอีก 2 ปีข้างหน้า  รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้มีการแข่งขันในธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีโดยการ

 

1.เปิดให้มีการประมูลสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในพื้นที่สนามบินแต่ละแห่งโดยการแบ่งสัมปทานตามประเภทของสินค้า (category concession) เพื่อที่จะได้สินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพและเพื่อที่จะเพิ่มรายได้จากสัมปทาน เนื่องจากมาร์จิ้นของธุรกิจค้าปลีกสินค้าแต่ละประเภทไม่เท่ากัน เช่น สินค้าประเภทเครื่องสำอางจะมาร์จิ้นสูงกว่าสินค้าเครื่องเขียน เป็นต้น ทำให้การ “เหมารวม” สินค้าเหล่านี้ในสัมปทานเดียวกันไม่ได้รับค่าตอบแทนสูงเท่าที่ควร เหมือนกับการ เหมาขายหนี้ดีและหนี้เสียโดยไม่แยกแยะทำให้รัฐมีรายได้จากการขายทรัพย์สินน้อยกว่าที่ควร การที่ค่าธรรมเนียมสัมปทานของ ทอท. ต่ำกว่าสนามบินอื่นอย่างมีนัยสำคัญ คือ ร้อยละ 17 ของรายได้จากการจำหน่ายสินค้า เมื่อเทียบกับร้อยละ 40 สำหรับสนามบินอินชอนของเกาหลีใต้ และร้อยละ 46 ของสนามบิน ชางงี ของสิงคโปร์ตามข้อมูลของ Goldman Sachs ที่มีการนำเสนอข้อมูลก่อนหน้านี้โดย Thai Publica

 

2.เปิดให้มีการแข่งขันในการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในเมืองโดยมีการให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการหลายรายในหลายพื้นที่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจุดมอบสินค้ากลาง (หมายถึงจุดมอบสินค้าที่นักท่องเที่ยวซื้อจากร้านค้าปลอดภาษีในเมือง หรือที่เรียกว่า pick up counter) ที่สนามบินนานาชาติเพื่อให้ลูกค้าสามารถรับสินค้าที่ซื้อมาก่อนเดินทางกลับได้

 

โดยจุดนี้ถือเป็นอีกประเด็น เพราะที่ผ่านมา บมจ. ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย   ไม่ได้มีการกำหนดให้มีจุดมอบสินค้ากลางที่ร้านดิวตี้ฟรีทุกรายสามารถใช้ร่วมกันได้   ทำให้แม้จะมีการเปิดให้มีร้านค้าปลอดภาษีในตัวเมืองหลายราย แต่ก็ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวได้เพราะไม่มีจุดที่จะให้ลูกค้าไปรับสินค้าที่สนามบิน ยกเว้นจะใช้ระบบ sealed bag ที่จะต้องแสดงสินค้าที่บรรจุในถุงพิเศษที่ยังไม่เปิดต่อศุลกากรก่อนที่จะออกเดินทางออกจากประเทศ

 

ที่ผ่านมามีข่าวออกมาเป็นระยะว่า บมจ. ท่าอากาศยานไทยมีแนวโน้มว่าจะเลือกระบบสัมปทานแบบเดิม คือ Master concession เพราะ “บริหารง่าย” แต่ถ้าความง่ายในการบริหารนั้นมีต้นทุนต่อประเทศอย่างมหาศาลทั้งในรูปแบบของรายได้ของประเทศและรายได้ของ ทอท. หากคิดง่ายๆ ว่าหากเราสามารถเพิ่มรายได้จากการซื้อสินค้าปลอดภาษี 5 เท่า จากประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เป็น 3.3 แสนล้านบาทเท่ากับเกาหลีใต้ ประเทศจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 2.6 แสนล้านบาท และค่าธรรมเนียมสัมปทานเพิ่มจากร้อยละ 17 เป็น ร้อยละ 40 รายได้ของ ทอท. ก็จะเพิ่มขึ้นอีกถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งหมายถึงเงินนำส่งรัฐที่สามารถใช้ในการพัฒนาประเทศที่มากขึ้น ในปีงบประมาณ 2561 ทอท. นำส่งรายได้เข้ารัฐเป็นวงเงิน 8,600 ล้านบาท

 

ขณะที่โดยข้อเท็จจริงการตัดสินใจเลือกรูปแบบสัมปทาน  ไม่ว่าจะรูปแบบเดิมหรือแบบใหม่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ที่รอบคอบและรอบด้าน ซึ่งหมายความว่า ทอท. ควรเปิดเผยชื่อของบริษัทที่ปรึกษาและรายงานผลการศึกษาของที่ปรึกษาทั้งฉบับให้สาธารณชนได้รับทราบเนื่องจาก ทอท. เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ  อีกทั้งถ้าการแสดงให้เห็นว่าระบบสัมปทานเดียว หรือ  ที่เรียกว่า master concession จะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศและแก่ ทอท. ได้ทัดเทียมกับการมีสัมปทานหลายสัญญาแบบในเกาหลีใต้ได้   ก็คงเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้   ในทางตรงข้ามหากมีการยึดโยงผลการประเมิน ทอท. และโบนัสของผู้บริหารองค์กรเข้ากับผลการดำเนินงาน   หรือเป็นการตัดสินใจที่ขัดกับแนวปฏิบัติที่เป็นสากล  โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลประกอบการตัดสินใจในรายละเอียด  ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้

 

ขณะที่จากการสืบค้นข้อมูลย้อนกลับไป  โครงการเปิดประมูลร้านค้าปลอดภาษีและอาการ หรือ ดิวตี้่ฟรี  ดังกล่าวเป็นข้อพิจารณาตามข้อสัญญา  เนื่องด้วยสัมปทานพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษี  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานภูมิภาคอีก 3 แห่ง คือ เชียงใหม่ , หาดใหญ่  , ภูเก็ต ของบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPS) มีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 27 ก.ย. 2563    ต่อมานายนิตินัย ในฐานะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ได้ให้ข้อมูลว่า  การดำเนินการอยู่ระหว่างการกำหนดเงื่อนไข  โดยเบื้องต้นมีแนวทางกำหนดให้รูปแบบสัมปทานที่สนามบินสุวรรณภูมิ  เป็นสัญญารวมกับอีก 3 สนามบินภูมิภาคพร้อมกันเลย    เนื่องจากสนามบินในภูมิภาคมีพื้นที่ดิวตี้ฟรีน้อย  ปริมาณยอดขายน้อย  ดังนั้นการแยกสัมปทานเป็นแต่ละสนามบินจะทำให้ไม่เกิดความคุ้มค่า  ในทางตรงข้ามถ้าเป็นการผูกรวมสัญญาเดียว  จะช่วยเรื่องการเพิ่มมูลค่าและผลตอบแทนให้ทอท.มากกว่า

 

"ควรจะมีผู้ประกอบการรายเดียว  เพราะถ้าเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์แล้ว  ทอท.เห็นว่า  การรวมสัญญาดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน เป็นเพียงสัญญาเดียว เพราะดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิยอดขายสูงสุด 82%, ภูเก็ตอันดับ 2 ประมาณ 10% หรือ วันละ 10 ล้านบาท  ส่วนยอดขายเชียงใหม่-หาดใหญ่น้อยมาก   และแทบไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ หรือ ไม่สามารถดึงดูดสินค้าแบรนด์ชั้นนำสินค้ามาวางขายได้ ขณะที่ ธุรกิจดิวตรี้ฟรีเป็นการแข่งขันระดับโลก  การดึงดูดให้แบรนด์มาขายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนสัญญา 10 ปี เป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการถึงจุดคุ้มทุน โดยการพิจารณาจะดูว่า ใครเสนอได้จะดูจากผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งจะต้องสูงกว่าสัญญาเงื่อนไขเดิม โดยสัปทานรอบนี้ค่าตอบแทนขั้นต่ำจะสูงกว่าสัญญาเดิมที่ทำกับ "คิง เพาเวอร์" สูงกว่า 15%"

 

ตรงข้ามกับมุมมองของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย  ซึ่งรวมตัวกันเรียกร้องให้ ทอท. พิจารณาการเปิดสัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า  ซึ่งเป็นสัมปทานที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการหลายราย  โดยแต่ละรายจัดขายสินค้าในหมวดหมู่ที่ต่างกัน  และอยู่ในพื้นที่เดียวและกระจายครอบคลุมพื้นที่สัมปทานทั่วสนามบิน  เพื่อไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของจำนวนผู้โดยสารในแต่ละพื้นที่ เพราะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ให้สัมปทานและรับสัมปทาน และมองว่าพื้นที่ในสนามบินมีมากเกินไปที่จะให้มีผู้รับสัมปทานเพียงรายเดียว โดยทางสมาคมฯ ประเมินว่า ธุรกิจดิวตี้ฟรีในไทยทำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นถึง 5  แสนล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี  และโดยข้อเท็จจริงก็เอกชนหลายรายที่สนใจประมูลนอกเหนือจากคิง เพาเวอร์  ประกอบด้วย  เซ็นทรัล , ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, บางกอกแอร์เวย์ส, ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี  รวมถึงกลุ่มเดอะมอลล์

 

 

ย้อนกลับมาพิจารณาความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจของคิง พาวเวอร์  จากข้อมูลของไทยพับลิก้า   "วิชัย ศรีวัฒนประภา”  ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ ได้เข้าสู่วงการธุรกิจดิวตี้ฟรีครั้งแรก  จากการตั้งบริษัท ดาวน์ทาวน์ ดี.เอฟ.เอส (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2532   ก่อนเข้าร่วมทุนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดกิจการร้านค้าปลอดอากรในเมืองเป็นแห่งแรกของเมืองไทยที่อาคารมหาทุนพลาซ่า ถนนเพลินจิต  จากนั้นได้ขยายกิจการเข้าสู่ธุรกิจดิวตี้ฟรีอย่างเต็มตัว  โดยเข้ารับสัมปทานจำหน่ายสินค้าปลออดอากรในท่าอากาศยานดอนเมือง รวมทั้งได้รับอนุญาตจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และได้รับสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน

 

จากข้อมูลงบการเงินของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ วันสิ้นปี 2560 พบว่า บริษัททั้ง 17 แห่งของครอบครัวศรีวัฒนประภา มีสินทรัพย์รวม 88,941.27 ล้านบาท หนี้สินรวม 70,745.09 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 18,196.24 ล้านบาท ผลประกอบการปี 2560 มีรายได้รวม 108,627.06 ล้านบาท รายจ่ายรวม (ค่าดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้) 97,843.51 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 11,545.25 ล้านบาท

 

สำหรับกิจการที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท คิง เพาเวอร์ กรุ๊ป มากที่สุด คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2538 ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากรขาออกในเมือง โดยมีชื่อนายวิชัย ศรีวัฒนประภา, นายสมบัตร เดชาพานิชกุล, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา, นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และ น.ส.วรมาศ ศรีวัฒนประภา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม (คนใดคนหนึ่ง) ณ สิ้นปี 2560 มียอดสินทรัพย์รวม 54,263.94 ล้านบาท หนี้สินรวม 52,319.17 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 1,944.77 ล้านบาท ผลประกอบการปีนี้มีรายได้รวม 56,151.75 ล้านบาท รายจ่ายรวม (ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้) 52,206.75 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,945 ล้านบาท

 

บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท โดยมีชื่อ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา, นายสมบัตร เดชาพานิชกุล, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา, นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา, น.ส.วรมาศ ศรีวัฒนประภา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม (คนใดคนหนึ่ง) ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานนานาชาติ ณ สิ้นปี 2560 บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี มียอดสินทรัพย์รวม 8,122.72 ล้านบาท หนี้สินรวม 6,767.47 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 1,355.25 ล้านบาท ผลประกอบการปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 35,633.73 ล้านบาท รายจ่ายรวม (ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้) 33,795.61 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,838.12 ล้านบาท

 

บริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2533 ทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท โดยมีชื่อนายวิชัย ศรีวัฒนประภา, นายสมบัตร เดชาพานิชกุล, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา, นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา, น.ส.วรมาศ ศรีวัฒนประภา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม (คนใดคนหนึ่ง) ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกและสินค้าไทย ณ สิ้นปี 2560 มีสินทรัพย์รวม 1,662.20 ล้านบาท หนี้สินรวม 937.61 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 724.59 ล้านบาท ผลประกอบการปีนี้มีรายได้รวม 5,467.69 ล้านบาท รายจ่ายรวม (ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้) 5,219.05 ล้านบาท กำไรสุทธิ 248.63 ล้านบาท

 

ส่วนบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด เป็นบริษัทในเครือคิงเพาเวอร์ กรุ๊ป ที่มีสินทรัพย์มากที่สุด ประกอบธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมดในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแต่เพียงผู้เดียว (ไม่รวมร้านค้าปลอดภาษีและอากร ซึ่งบริหารจัดการโดย คิง เพาเวอร์ ภายใต้สัมปทานอีกฉบับที่แยกออกไป) จดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และประทับตราสำคัญของบริษัท ประกอบด้วย นายวิชัย ศรีวัฒนประภา, นายสมบัตร เดชาพานิชกุล, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา, นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา, น.ส. วรมาศ ศรีวัฒนประภา ณ สิ้นปี 2560 บริษัทแห่งนี้มียอดสินทรัพย์รวม 13,283.78 ล้านบาท หนี้สินรวม 6,564.84 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 6,718.93 ล้านบาท ผลประกอบการปีนี้มีรายได้รวม 5,324.11 ล้านบาท รายจ่ายรวม (ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้) 3,559.30 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,764.80 ล้านบาท

 

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจในอาณาจักรคิง พาวเวอร์ ที่ต่อยอดมาจากการได้สัมปทานดิวตี้ฟรี  ที่ทำให้มีข้อพิจารณาจากหลายฝ่าย ทักท้วงให้ทอท.ดำเนินการอย่างรอบคอบกับสัมปทานรอบใหม่ในร้านค้าปลอดภาษี  ที่จะเริ่มต้นอีกครั้งในปี  2563   และจากคำสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์  ทำให้  นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ  รมว.คมนาคม  เรียกทางนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เข้าหารือแล้ว เพื่อชะลอการประมูลโครงการนี้ออกไปก่อน

 

 

พร้อมกับให้คณะกรรมการ ทอท.พิจารณาทบทวนรูปแบบการเปิดประมูลสิทธิประกอบกิจการร้านค้าดิวตี้ฟรี และสิทธิบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยให้นำข้อห่วงใยและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนไปประกอบการพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป เพื่อให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมทั้งต้องหารือกับกระทรวงการคลังว่า การประมูลโครงการดังกล่าว เข้าข่ายพ.ร.บ.ร่วมทุนฉบับใหม่และมติครม.อื่นๆหรือไม่  เพื่อให้รูปแบบการแข่งขัน เป็นธรรม โปร่งใส เป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศ

 

ทางด้าน  นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)  ได้ทำหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เพื่อขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ได้สั่งการให้คณะกรรมการ และผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) พิจารณาทบทวนแนวทางการประมูลโครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากรใน 4 สนามบินใหม่  โดยมีเนื้อหาสาระคัญในหนังสือระบุว่า

 

“ตามที่ท่านได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนแนวทางการประมูลหาผู้ร่วมลงทุนกับรัฐในโครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากร (Duty Free Shop) ในสนามบิน 4 แห่งใหม่ ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ , สนามบินหาดใหญ่  , สนามบินภูเก็ต  และสนามบินเชียงใหม่ เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงข้อท้วงติงของสังคมอย่างรอบด้านและยึดประโยชน์สูงสุดนั้น   องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่ท่านได้ให้ความสำคัญต่อข้อห่วงใยต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการผูกขาด ความโปร่งใสและเป็นธรรม อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป”


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม