ชัยเกษมเป็นนักกม.ประเภทไหน?จะออกกฏหมายห้ามปฏิวัติ ขู่โทษประหาร!?!

Publish 2019-03-13 15:03:38


จากค่ำคืนที่ผ่านมาที่จังหวัดลพบุรี เป็นอีกวันหนึ่งที่คณะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเวทีปราศรัย อันนำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค และแกนนำระดับบิ๊กๆของพรรคอีกหลายคนที่สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยเรียกคะแนน ซึ่งมีอยู่คนหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นเพราะเขาไม่ได้เป็นแค่ระดับแกนนำ แต่ยังเป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่น่าสนใจคือคำพูด คำปราศรัยของผู้ที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งอดีตอัยการสูงสุด นี่ไม่ต้องถามว่าในเรื่องความรู้ทางกฎหมายมีมากขนาดไหน ฉะนั้นเรื่องนี้ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจเมื่อเขาได้ประกาศจะออกกฏหมายห้ามมีการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงยังมีความน่าสนใจมากกว่านี้ลองมาติดตามพร้อมๆกัน



 

นายชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างการปราศรัยหาเสียงว่า ตนเองโตมาในครอบครัวทหาร มองว่าทหารมีความจำเห็นที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยในประเทศ แต่ไม่ได้มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีทหารมาปกครองบ้านเมือง บ้านเมืองจะอยู่ในภาวะเงียบ เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าของประเทศส่งไปขายต่างประเทศไม่ได้ ต่างประเทศต่อต้านประเทศที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ขณะเดียวกันทหารเข้ามาปกครอง 4-5 ปี แต่ก็ไม่สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเผด็จการออกกฎหมายมามากมาย หลายฉบับที่ไม่ดี ไม่ให้ความเป็นธรรมขัดต่อสิทธิเสรีภาพ และเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินพรรคเพื่อไทยจะเข้ามาแก้ไข เช่น กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายลดขั้นตอนการขออนุญาตประกอบธุรกิจต่างๆ เป็น One Stop Service

 

 



 

“พรรคยังหาทางป้องกันให้ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร โดยการออกกฎหมายห้ามมีการปฏิบัติ กำหนดโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และไม่มีอายุความสามารถรื้อฟื้นคดีได้ตลอดเวลา นอกจากนี้กฎหมายยังห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นคำตัดสินของศาล ทั้งที่เป็นดุลยพินิจของศาลที่ตัดสินให้คนถูกจำคุกหรือไม่ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่มีการปรับปรุง ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบาย ตั้งคณะกรรมการอิสระ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย และตัวแทนของประชาชน วิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลโดยไม่ต้องรับผิด เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์กรอิสระได้อีกด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังเป็นรัฐบาลเผด็จการ แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ฝ่ายเผด็จการได้เปรียบก็ตาม แต่พรรคเพื่อไทยก็จะสู้” นี่คือทั้งหมดที่นายชัยเกษม ระบุ

 

 

ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่าที่ผ่านมาประเทศไทย ได้ผ่านการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจมาแล้วกี่รอบ โดยเฉพาะครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งนายชัยเกษม ได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองครั้งนี้ด้วย โดยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนั้นในการเข้าร่วมเจรจาหาทางออกวิกฤติการณ์ทางการเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งเมื่อมีการอสบถามว่า คณะรัฐมนตรีจะลาออกหรือไม่ ทางนายชัยเกษมได้ยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีรักษาการจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นจึงตัดสินใจยึดอำนาจในวันเดียวกัน โดยหลังการยึดอำนาจไม่ว่ายุคสมัยใดก็จะมีการยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย และคณะผู้การก็จะมีกฎหมายคุ้มครองการกระทำ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่กระทำกันทั่วไปสำหรับคณะบุคคลที่เข้ามา และหากใครทำไม่สำเร็จก็จะถูกดำเนินคดีในฐานะกบฏ

 

กระนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจที่ถือเป็นกรณีที่น่าศึกษาไว้เช่นกัน เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติและพวกรวม 5 คน ในความผิดต่อความมั่นคงต่อรัฐ ฐานร่วมกันกบฎ จากการนำทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2557

 

 

โดยคดีนี้ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในการเรียกร้องประชาธิปไตย ร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ รวม 15 คน เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้า คสช. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. และ พล.อ.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองหัวหน้า คสช. ในความผิดต่อความมั่นคงต่อรัฐ ฐานร่วมกันกบฎ ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักรโดยใช้กำลังประทุษร้าย และสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบเป็นกบฎ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ 114

 

ซึ่งศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ระบุว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 บัญญัติยกเว้นความผิด และความรับผิดจากการกระทำทั้งหลาย ในการยึดอำนาจและควบคุมอำนาจปกครองแผ่นดินของ คสช.ไว้ จึงพ้นผิดโดยสิ้นเชิง จึงไม่รับฟ้อง ต่อมาโจทก์จึงได้ยื่นฎีกาอีกครั้ง ขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ศาลอาญารับไต่สวนมูลฟ้องในคดีนี้

ขณะที่คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุว่า “ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการณ์ขณะนั้นไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พร้อมประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 คณะรัฐมนตรีและวุฒิสภาสิ้นสุดลง ประเทศไทยในขณะนั้นจึงไม่มีหน่วยงานใดในการทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ และมีคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเข้ามาใช้อำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์แทน แม้ว่าการได้มาซึ่งอำนาจจะไม่เป็นไปตามครรลองตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย และจะได้มาด้วยความชอบธรรมหรือไม่ ศาลฎีการะบุว่า เป็นกรณีที่ต้องไปว่ากล่าวกันในด้านอื่น

 

 

แต่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มีอำนาจในเชิงข้อเท็จจริงว่า เป็นคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ในการควบคุมกลไกของรัฐได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่บัญญัติโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จึงมีสภาพเป็นกฎหมายตามที่มาตรา 48 ได้บัญญัติไว้ ”

 

ทั้งนี้มาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ระบุให้นิรโทษกรรม การกระทำทั้งหลายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ โดยไม่ถือว่าการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นในการออกคำสั่งบังคับ รัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เป็นความผิดและความรับผิด ดังนั้นการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้ง 5 ตามฟ้อง จึงพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ตามมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557... ศาลฯ จึงยกฟ้องได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องและประทับรับฟ้องก่อน ศาลอาญาชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นชอบแล้ว คำฟ้องของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

 

นั่นคือคำพิพากษาของศาลที่ระบุเอาอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่เป็นระบุให้ความชอบธรรมต่อการยึดอำนาจ แต่เป็นการวินิจฉัยถึงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยทั้งหมดนี้ดำเนินไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรม ขณะที่นายชัยเกษม ออกมาประกาศจะออกกฎหมายห้ามปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งแน่นอนหากอยู่ในสภาวะหรือสภาพการณ์ปกติ เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น อีกทั้งแม้ยังไม่มีกฎหมายใดเขียนลงไปว่าห้ามรัฐประหารยึดอำนาจ กระนั้นโดยปกติในรัฐธรรมนูญก็มีกลไกในการห้ามไม่ให้ทำเรื่องที่ว่านี้อยู่แล้ว การพูดของนักกฎหมายระดับนายชัยเกษม จึงฟังดูแปลกประหลาด ราวคนไม่มีประสบการณ์ทางการกฏหมายแม้แต่น้อย???

 

 

อย่างไรก็ตามสำหรับนายชัยเกษม นิติสิริ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีตอัยการสูงสุด ต่อมาศึกษาระดับปริญญาโท L.L.M. จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาลตามความต้องการของกรมอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด และทุนของมูลนิธิ Starr ประเทศสหรัฐอเมริกา จบการศึกษาเนติบัณฑิต ไทยจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 ได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 5 แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน รอบนี้มีเก้าอี้สูงสุดอย่างนายกฯ จึงเป็นอะไรที่หอมหวนมิใช่น้อย แต่กับการประกาศออกกฎหมายห้ามยึดอำนาจก็ดูจะลดทอนความเป็นนักกฎหมายไปไม่น้อยเช่นกัน???

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว