ยุบไทยรักษาชาติ สะเทือนเพื่อไทย ..โอกาสตั้งรัฐบาลริบหรี่!!

Publish 2019-03-08 13:26:09


อีกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย  ..ศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไทยรักษาชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อันสืบเนื่องมาจากกรณีการเสนอพระนามของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯเป็นแคนดิเทตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8ก.พ.  ต่อมาในค่ำคืนของวันเดียวกัน พระราชโองการประกาศ การนำสถาบันเบื้องสูง มาข้องเกี่ยวกับการเมือง ถือเป็นเรื่องที่ “มิบังควร”

 

 

โดยเมื่อวันที่ 7 มี.ค. ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจราณาคำร้องกรณีคณะกรรมการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (เรื่องพิจารณา ๑/๒๕๖๑)

 

ผลการพิจารณา องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนได้ทำความเห็นส่วนตัวเป็นหนังสือพร้อมทั้งแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม และที่ประชุมได้ปรึกษาหารือร่วมกันแล้วลงมติในประเด็นนี้ดังนี้

 

ประเด็นที่หนึ่ง มีเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา๙๒ วรรคหนึ่ง (๒) หรือไม่ ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา๙๒ วรรคหนึ่ง (๒) กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องได้กระทำการดังกล่าวส จึงมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๙๒ วรรคสอง



ประเด็นที่สอง คณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๙๒ วรรคสองหรือไม่ ศาลมีมติเสียงข้างมาก (๖:๓) วินิจฉัยว่า ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง (๒) และวรรคสอง มีกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง

 

ประเด็นที่สาม ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคกาเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นไม่อีกไม่ได้ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๙๔ วรรคสองหรือไม่ ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ห้ามมิให้ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ถูกยุบและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนรวมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีก ทั้งนี้ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา๙๔ วรรคสอง

 

ต่อจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยให้ผู้แทนผู้ร้องและผู้ถูกร้องฟังแล้ว

 

 

นั้นก็เท่ากับว่านับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปในการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่อึดใจจะไม่ปรากฏ ชื่อ-ผู้สมัครส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติอีกต่อไป และแผนการที่ถูกเตรียมการไว้มาก่อนหน้านี้ก็ต้องมลายหายไป

 

โดยประเด็นที่น่าสนใจ ที่ผ่านมา ทางการเมืองต่างทราบกันดีว่า พรรคไทยรักษาชาติ ถือเป็นพรรคการเมือง “นอมินี ทักษิณ ชินวัตร” ในการเดินตามแผน “แตกแบงก์พัน เป็นแบงก์ร้อย ” หวังกวาด ให้ได้มากที่สุด โดยพรรคเพื่อไทยเดินหน้าในเก็บคะแนน-เก้าอี้ส.ส.แบบแบ่งเขต ส่วนหน้าที่ของพรรคไทยรักษาชาตินั้นจะตามเก็บคะแนน-เก้าอี้ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลีสต์

 



ตามกฎกติกาใหม่ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนด ที่จะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนไม่ตกน้ำ และเรียกว่าการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว เป็นการเลือกตั้งผู้สมัครส.ส.เขต หลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้ว กกต. ก็จะนำคะแนนของส.ส.เขตที่พรรคการเมืองนั้นๆได้ ส่งทั้งประเทศมารวมกันและก็คิดจำนวนคะแนนเป็นที่นั่งของส.ส. ที่พรรคนั้นพึงจะได้ ดังนั้นทุกคะแนนเสียงของประชาชนจึงมีความหมาย ทำให้แต่ละพรรคการเมืองจะส่งส.ส.เต็มพื้นที่เขตไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ทำให้จำนวน ผู้สมัครส.ส.เขตในครั้งนี้ มีจำนวนสูงถึง 11,181 คน มากกว่าอดีตที่ผ่านมา ถึง 6เท่า

 

แต่ที่น่าแปลกใจในการส่งผู้สมัครส.ส.เขต ระหว่างพรรคเพื่อไทย ส่งเพียง250เขต จากทั้งประเทศทั้ง350เขต ขณะที่ พรรคไทยรักษาชาติ กลับส่งผู้สมัครส.ส.เพียง 175เขต  และเมื่อนำทั้งผู้สมัครส.ส.เขต สองพรรคมาเทียบกันจะเห็นได้ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยลงเขตไหน พรรคไทยรักษาชาติจะไม่ส่งผู้สมัคร ในทางกลับกัน หากพรรคไทยรักษาชาติลงเขตไหน พรรคเพื่อไทยก็จะไม่ลงเขต  และมีเพียงไม่กี่เขตเลือกตั้ง ที่สองพรรค จะส่งผู้สมัครชนกัน จะเป็นการเว้นสลับกันอย่างมีนัยยะ อย่างมีวัตถุประสงค์หรือไม่

 

ในพื้นที่ กรุงเทพ

มีเขตรวมทั้งสิน 30เขต  พรรคเพื่อไทยส่ง 22 เขต พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 10เขต ลงทั้ง 2พรรค 2เขต พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่ง 8เขต

 

ภาคกลาง  

มีเขตรวมทั้งสิน92เขต  พรรคเพื่อไทยส่ง 55 เขต พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 47เขต ลงทั้ง 2พรรค 10เขต พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่ง 37เขต

 

ภาคอีสาน

มีเขตรวมทั้งสิน 116เขต  พรรคเพื่อไทยส่ง 112 เขต พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 53เขต ลงทั้ง 2พรรค 49เขต พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่ง 4เขต

 

ภาคเหนือ

มีเขตรวมทั้งสิน 62เขต  พรรคเพื่อไทยส่ง 51 เขต พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 17เขต ลงทั้ง 2พรรค 6เขต พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่ง 11เขต

 

ภาคใต้

มีเขตรวมทั้งสิน 50เขต  พรรคเพื่อไทยส่ง 10 เขต พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 48เขต ลงทั้ง 2พรรค 8เขต พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่ง 40ขต

รวม พรรคเพื่อไทยส่ง 250 เขต พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 175เขต ลงทั้ง 2พรรค 75เขต

 

 

นี่คือแผนการที่ถูกคิดมาอย่างแยบยล แยกกันเดิน รวมกันดี ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของแต่ละคน แต่สุดท้ายในตอนจบจะนำมารวมกัน แต่วันนี้ ”ผิดแผน” พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบเรื่องนี้สั่นสะเทือนไปถึงพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เพราะพรรคเพื่อไทยส่งเพียงแค่ 250เขต  โอกาสแพ้พรรคการเมืองอื่นๆเป็นไปได้สูงโดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆไม่ว่าจะเป็น พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ ต่างส่งผู้สมัคส.ส.ครอบ350เขต แน่นอนว่า โอกาสต้องมากกว่า ตามตัวเลขที่มากพรรคเพื่อไทยไม่มีทางเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล. เพราะพรรคการเมือง พรรคหนึ่งหายออกไปจากสารระบบจากแผนแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย

 

แต่ท้ายสุดที่ต้องจับตา ฐานคะแนนเสียงพรรคไทยรักษาชาติจะเทไปให้ และใครจะสามารถชวงชิงมาได้ ก็ต้องติดตามกันต่อไป


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม