สำรอก"โรคขี้โกง"!! หลักฐานมัดแน่น"ทักษิณ" ใช้ชินคอร์ปสวมธุรกิจแอร์เอเชีย เปิดเสรีน่านฟ้า อีกหนึ่งตราบาปทำ"เจ้าจำปี"ยังขาดทุนต่อเนื่องปีที่13

Publish 2019-03-01 18:51:16


ต้องถือเป็นประเด็นร้อนในช่วงใกล้วันเลือกตั้งอีกประเด็นหนึ่ง  สำหรับควันหลงจากเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งมีนายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ  แกนนำคนสำคัญเป็นคนเปิดประเด็น  จากประสบการณ์ตรงที่เคยร่วมงานทางการเมืองกับนายทักษิณ ชินวัตร  อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย  ที่วันนี้กลายเป็นนักโทษหนีคดีอาญาแต่ยังเคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านพรรคการเมืองที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง  จากหลักฐานปรากฎเป็นคำพูดในคลิปว่าจะเลือกผู้สมัครหน้าใหม่ลงสู้ศึกเลือกตั้ง  แทนอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่แปรพักตร์ไปอยู่พรรคการเมืองอื่น ๆ  

 

สุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ 

 

ทั้งนี้ถ้อยคำบางช่วงบางตอนที่นายสุริยะ  ใช้เป็นประเด็นปราศรัยหาเสียง ที่สนามกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ   ระบุใจความสำคัญว่า  ในช่วงปี 2549   ขณะร่วมงานการเมืองในยุครัฐบาลทักษิณ แล้วถูกทหารปฏิวัติรัฐประหาร  ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีประชาชนออกมาต้อนรับการปฏิวัติในครั้งนั้นอย่างมากมาย  เหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ   ตอนรัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศ   นโยบายต่างๆล้วนเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัวอดีตนายกฯ ในลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อน  ซึ่งหลายคนเรียกว่า "ทุจริตเชิงนโยบาย"  

 



 อย่างเช่น  การพยายามแก้ไขระบบแบ่งผลประโยชน์สัมปทานโทรคมนาคม   ที่แต่เดิมผู้ขายโทรศัพท์มือถือ  ทางนายทักษิณและครอบครัวต้องแบ่งรายได้ให้กับภาครัฐ  แต่ด้วยความที่ไม่ต้องการเสียเงินเยอะ   จึงมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายมาใช้ระบบภาษีสรรพสามิตมาคิด    ซึ่งภาษีสรรพสามิตโดยปกติจะใช้สำหรับสินค้าหรือบริการฟุ่มเฟือย เช่น เหล้า บุหรี่ สถานที่บริการ เช่น อาบอบนวด  แต่นายทักษิณมีการแก้ไขให้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งในประเภทสถานบริการ  ทำให้เมื่อเข้ามาสู่ภาษีสรรพสามิตก็มีการลดภาษีสรรพสามิต  และท้ายสุดบริษัทในเครือทักษิณเสียภาษีน้อยลง"

 

ไม่เท่านั้นยังมีเรื่องของการเปิดการบินเสรี  ซึ่งแต่เดิม"การบินไทย" เป็นสายการบินเดียวที่สามารถบินจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่นๆ แต่ปรากฏว่า นายทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี  อ้างเหตุว่าต้องมีก่ารปรับปรุงแก้ไขให้สายการบินโลว์คอสต์  สามารถเปิดให้บริการธุรกิจการบินที่เริ่มต้นจากประเทศไทยได้ด้วย  ซึ่งตนขอให้กรมการบินพลเรือนพิจารณาแก้ไข เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน  แต่พอถึงขั้นตอนจริง นายทักษิณ กลับใช้ช่องทางดังกล่าวไปสั่งการให้บริษัทในเครือของตนเองมาตั้งสายการบินแอร์เอเชีย  นี่คือผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง จากแนวคิดและวิธีการของนายทักษิณ 

 

 

กรณีสำคัญเพราะเมื่อวันที่   6-7 มิถุนายน 2547  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ พรรคประชาธิปัตย์  ในขณะนั้น ก็มีการปราศรัยพาดพิงถึง  นายทักษิณ ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจครอบครัว ทั้งสิ้น 14 กรณี   ประกอบด้วย  1.สนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งมีปัญหาทับที่ธรณีสงฆ์  2.สถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ซึ่งครอบครัวของนายกฯ เข้าไปถือหุ้น โดยมีรัฐมนตรีคนหนึ่งชี้ช่องให้ไอทีวีไม่ต้องจ่ายสัมปทานเต็มตามจำนวนที่ทำสัญญาไว้กับรัฐ  3.ปกป้องบริษัทชินแซทเทลไลท์  4.ไม่บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์

 

5.การออก พ.ร.ก. ภาษีสรรพสามิต เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทมือถือของครอบครัวนายกฯ ทักษิณ  6.แก้สัญญาบริษัทเอไอเอส ให้เสียค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้องค์กรโทรศัพท์น้อยลง  7.การลดภาษีนำเข้ามือถือจาก 10% เหลือ 0%  8.เอื้อประโยชน์ให้สายการบินแอร์เอเชีย  9.ตัดถนนเลียบทางด่วน รัชดา- รามอินทรา ผ่านหมู่บ้านบางกอกบลูลาวาร์ด ที่มีคนในครอบครัวนายกฯถือหุ้นอยู่  10.การควบรวมธนาคารบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับธนาคารไทยทนุ และธนาคารทหารไทย ที่มีลูกชายนายกฯ ถือหุ้นใหญ่อยู่ 11.การประมูลเช่าคอมพิวเตอร์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3,192 ล้านบาทที่เอื้อให้บริษัท เอมลิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทของน้องสาวนายกฯ

 

12.จ้างบริษัทของประเทศจีนต่อเรือชายฝั่งของกองทัพไทย 2 ลำ เพื่อแลกกับการเลื่อนองศาดาวเทียมของประเทศจีนคือเอเชียแซท เพื่อไม่ให้มาทับคลื่นความถี่ของไอพีสตาร์ ของครอบครัวนายกฯ ทำให้ประโยชน์ที่บริษัทชินแซท จะได้ประโยชน์ถึง 33,000 ล้านบาท ตลอด 12 ปี 13.กรณีที่ขายที่ดินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมูลค่า 2 พันล้านบาท แต่ขายให้ภริยานายกฯ เพียง 772 ล้านบาท และ 14.การเปิดข้อมูลเอนทรานซ์เอื้อประโยชน์ให้ลูกคนมีอำนาจที่กำลังสอบ แม้ประเมินค่าเป็นเงินไม่ได้ แต่เป็นการทุจริตทางจริยธรรม

 

 

แน่นอนว่าหนึ่งในประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินของ นายทักษิณ ที่ถูกเรียกว่าการทุจริตเชิงนโยบายน ก็คือ กรณีการเอื้อประโยชน์ให้สายการบินแอร์เอเชีย  จนกระทั่้งทำให้นายทักษิณ  ยื่นฟ้องนายจุรินทร์ และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ในข้อหาหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาท   ก่อนท้ายสุด เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2555  ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้ตัดสินให้ยกฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 2390/2547 ซึ่ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์  ร่วมกับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

 

โดยคำพิพากษาระบุว่า เมื่อวินิจฉัยคำกล่าวของจุรินทร์ทั้ง 14 เรื่องแล้ว คำกล่าวของนายจุรินทร์ที่กล่าวในตอนต้นว่า รัฐบาลทักษิณประกาศว่าจะทำสงครามกับคอร์รัปชั่น  ในที่สุดทำสงครามกับฝ่ายตรงข้ามของตัวเอง คือ คนอื่นห้ามโกง แต่โกงเองไม่เป็นไร แม้จะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง แต่นายจุรินทร์แสดงความคิดเห็นโดยมีมูลประกอบอื่น มาสนับสนุนเป็นลำดับขั้นตอน อีกทั้งเป็นเรื่องที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก่อนหน้านั้นไม่นาน

 

และหลังจากที่นายจุรินทร์กล่าวแล้ว นายทักษิณก็ถูกฟ้องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามข้อกล่าวหาที่นายจุรินทร์กล่าวถึง 4 เรื่อง จึงถือเป็นการกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อให้ประชาชนทราบถึงการกระทำที่นายจุรินทร์เห็นว่าไม่ถูกต้อง หรือการบริหารราชการแผ่นดินที่มีการเอื้อประโยชน์ ให้แก่ครอบครัว นายทักษิณ ในขณะที่  นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   โดยนายจุรินทร์มีเหตุที่จะกล่าว   ซึ่งล้วนแต่เป็นการกล่าวติชม การบริหารราชการแผ่นดินของ นายทักษิณ ไม่ใช่หาว่า  นายทักษิณเป็นคนไม่ดี หรือว่ากล่าวให้ร้าย นายทักษิณเป็นการส่วนตัว แต่เป็นการเรียกร้องถึงผลประโยชน์ของรัฐ เพื่อประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งนายจุรินทร์ด้วย

 

 

ไม่เท่านั้นในคำพิพากษายังระบุว่า  เมื่อนายทักษิณมาดำรงตำแหน่งนายกฯแล้ว ยังคงมีภริยา บุตร และญาติของ นายทักษิณถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของบริษัท ที่เดิม พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมาว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทดังกล่าว หรือมีข้อสงสัย ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูง ซึ้งอยู่ในบังคับบัญชาของ นายทักษิณแล้ว  นายจุรินทร์จึงมีความชอบธรรม ที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อป้องกันส่วนได้เสีย เกี่ยวกับตนตามครองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็น ติ ชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งการกระทำดังกล่าว อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และข้อความดังกล่าว มีมูลที่ทำให้นายจุรินทร์เชื่อว่าเป็นความจริง ไม่ใช่การสร้างเรื่องขึ้นมาใส่ร้าย นายทักษิณโดยไม่มีมูลความจริง



“คำกล่าวที่ว่า คนอื่นห้ามโกง แต่โกงเองไม่เป็นไร จึงเป็นเพียงการสรุป ตามที่นายจุรินทร์เชื่อโดยสุจริต ว่ามีข้อเท็จจริงทั้ง 14 เรื่องจริง ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า นายทักษิณเป็นคนมีนิสัยคดโกง ซึ่งเป็นการกล่าวข้อความและแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับผลประโยชน์ของส่วนรวมและความโปร่งใสในการบริหาร ราชการแผ่นดินตามครองธรรมแล้ว จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทนายทักษิณ พิพากษายกฟ้อง”

 

อย่างไรก็ตามเพื่อความชัดเจนในประเด็นเรื่องการนำธุรกิจการบินในครอบครัว มาใช้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ  ก็ควรจะได้ขยายความรายละเอียดให้มากขึ้น  เริ่มต้นจากโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท   แอร์ เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด ที่มีการเปิดเผยผ่านสื่อมวลชน  ระบุว่า   บริษัทสายการบินต้นทุนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย  ถือหุ้นใหญ่โดย บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  และรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นชินคอร์ปก็คือสมาชิกในครอบครัว ชินวัตร  อาทิเช่น น.ส.พินทองทา ชินวัตร 450 ล้านหุ้น หรือ 14.98 %  นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 404  ล้านหุ้น หรือ 13.77 %  นายพานทองแท้ ชินวัตร  293.9 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น  10.01 %  และ บริษัทแอมเพลริช  (AMPLE RICH INVESTMENTS LTD)  ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นบริษัทนอมินีของนายทักษิณ  ถือหุ้นอีก 229 ล้านหุ้น หรือ 7.80 %

 

ขณะที่ข้อมูลอ้างอิงมติครม.  เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2547   ระบุว่า   คณะรัฐมนตรี   โดยกระทรวงคมนาคม  มีการระบุถึงแนวทางการเปิดให้บริการธุรกิจการบินต้นทุนต่ำ  ตามข้อความว่า  รัฐมีการดำเนินการด้านนโยบายในการเปิดโอกาสให้มีสายการบินต้นทุนต่ำ ได้แก่  นโยบายการเปิดบินเสรีภายในประเทศ โดยอนุญาตให้สายการบินเอกชนสามารถเสนอขอทำการบินในเส้นทางบินใหม่  การยกเลิกอัตราค่าโดยสารมาตรฐานภายในประเทศขั้นต่ำ โดยยกเลิกอัตราค่าโดยสารมาตรฐานภายในประเทศขั้นต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้สายการบินทุกสายสามารถประกอบธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำได้อย่างเสรี  และกระตุ้นสายการบินใหม่  ๆ  เข้ามาแข่งขันกันให้บริการมากขึ้น  รวมทั้งสายการบินต้นทุนต่ำกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นการกำหนดอัตราค่าโดยสารต่ำกว่า อัตราที่สายการบินปกติทั่วไปกำหนด เพื่อดึงดูดและกระตุ้นให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางโดยเครื่องบินหันมาใช้บริการขนส่งทางอากาศมากขึ้น   

 

และเนื่องจากสายการบินต้นทุนต่ำมีมาตรการในการประหยัดและตัดต้นทุนหรือบริการที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้มีต้นทุนต่ำและสามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารต่ำได้ ผู้โดยสารจึงอาจมีข้อจำกัดในการใช้บริการ เช่น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ ซื้อบัตรโดยสารแล้วไม่รับคืน  และผู้โดยสารจะต้องทราบข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อสามารถซื้อบัตรโดยสารได้ราคาต่ำ เป็นต้น กรมการขนส่งทางอากาศ  จึงจัดให้มีการประชาสัมพันธ์  โดยสั่งการให้สายการบินต้นทุนต่ำเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการและข้อจำกัดต่าง ๆ  ของสายการบิน  จัดทำเอกสารแผ่นพับ แจ้งสิทธิของผู้โดยสาร และข้อมูลต่าง ๆ เผยแพร่ให้กับประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวได้รับทราบ  และ

 

การแสดงข้อมูลดังกล่าวใน website ของกรมการขนส่งทางอากาศ (www.aviation.go.th) ซึ่งสายการบินส่วนใหญ่ได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตนเองเพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อหนังสือพิมพ์ วารสารต่าง ๆ เป็นต้น

 

จากเหตุกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 19  พ.ค. 2547   ทางพรรคประชาธิปัตย์   ได้มีนำเสนอรายละเอียดการซักฟอกบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับการเปิดให้สายการบินต้นทุนต่ำ อย่าง  "แอร์เอเซีย" เปิดบริการในเมืองไทย  ในลักษณะเชื่อได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากนโยบายรัฐเพื่อกลุ่มธุรกิจพวกพ้อง    โดยระบุว่า  บริษัทไทยแอร์เอเชียเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง "บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)" กับ "บริษัท Air Asia Sdn Bhd" ซึ่งเป็นผู้ประกอบการสายการบินราคาประหยัดของประเทศมาเลเซีย ด้วยทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท   โดย "ชิน คอร์ป" และ กลุ่มบริษัท Air Asia Sdn Bhd ในสัดส่วน ร้อยละ 50 และ 49 ตามลำดับ 

 

ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ พิจารณาเห็นว่าจากนโยบายดังกล่าว มีความไม่ชอบมาพากล ในหลายประเด็น อาทิ  1.การให้สิทธิ์ต่างด้าวถือหุ้นกิจการการบินในไทย  รวมถึงมีแก้ไขกฎหมายเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ  จากเดิมที่  กรมการบินพาณิชย์  อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นเพียง 30%  เนื่องจากไม่ต้องการให้ต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากนัก  เป็นการกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 49 %  ตามการพิจารณาของกรมการขนส่งทางอากาศ  โดยอ้างอิงกับพ.ร.บ.การถือหุ้นต่างด้าวของ กระทรวงพาณิชย์

 

 

2.ความไม่ปกติเรื่องการสนับสนุนกิจการสายการบิน แอร์เอเซีย   ตามมติการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) บีโอไอ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม  2547 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้การส่งเสริมการลงทุน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 2,484 ล้านบาท คือกิจการขนส่งทางอากาศของบริษัท แอร์เอเซีย เอวิเอชั่น จำกัด เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,120 ล้านบาท  ด้วยเหตุผลว่าโครงการดังกล่าว  เป็นการให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ เริ่มให้บริการเส้นทางบินในประเทศต้นปี 2547 ส่วนเส้นทางบินต่างประเทศจะให้บริการกลางปี 2547   ส่งผลทำให้บริษัทแอร์เอเซียฯ  ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่ใช้ประกอบกิจการอีกด้วย

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20  พ.ค. 2549   ดร.เจิมศักดิ ปิ่นทอง  รักษาการ ส.ว.กทม. ในขณะนั้นได้จัดรายการช่วงรู้ทันทักษิณ  ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และมีการสอบประเด็นดังกล่าว  จาก นายสมศักดิ์ ศรีนวล ประธานสหภาพแรงงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)   ในขณะนั้น  ให้ข้อมูลว่า  "แอร์เอเชียเกิดหลังรัฐบาลคุณทักษิณบริหารนโยบายประเทศไทย แล้วประกาศนโยบายเสรีทางการบิน ซึ่งจนถึงวันนี้ ประเทศไทยยังไม่ได้ประโยชน์จากเสรีดังกล่าวเลย เว้นแต่ชินคอร์ปที่ไปเปิดสายการบินแอร์เอเชียแข่งกับการบินไทย สายการบินของชาติ

 

“เขาไปเปิดแอร์เอเชีย บริษัทเล็กๆ ที่มีอยู่แล้วของไทยที่อยากจะบินในประเทศ มีเพียง 5 เส้นทางบินในประเทศเท่านั้นที่บินแล้วกำไร ฉะนั้น สายการบินใดๆ ที่จะบินใน 5 จุดดังกล่าว จะต้องพ่วงเส้นทางบินที่ขาดทุนไปด้วยอีก 19 สาย แต่สายการบินที่มาทีหลังไม่ต้องบินใน 19 สายนั้น บินในสายการบินกำไรล้วนๆ”

 

ไม่ใช่เฉพาะประเด็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเปิดโอกาสให้ธุรกิจในเครือชินคอร์ปเข้ามาแสวงผลประโยชน์   นายสมศักดิ์ ระบุถึงการใช้ "การบินไทย" เป็นศูนย์ฝึกอบรมลูกเรือให้แอร์เอเซีย ว่า  มีการเตรียมการดังกล่าวจริง แต่สหภาพพนักงานต่อต้าน  เพราะรู้แผนชั่วเสียก่อน

 

“อาชีพตรงนี้ไม่ใช่อาชีพฉาบฉวย เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้โดยสาร พนักงานต้อนรับเขาไม่ได้เสิร์ฟอาหารอย่างเดียว แต่ยังดูแลความปลอดภัยผู้โดยสารด้วย ฉะนั้น คนที่ฝึกต้องมีความรู้ความสามารถและต้องหาประสบการณ์อีกหลายปี ฉะนั้นถ้าการบินไทยฝึกบุคลาการระยะจ้างปีต่อปี เมื่อไรที่แอร์เอเชียซื้อเครื่องบินมาใหม่ ลูกเรือที่รับการฝึกเหล่านั้นก็ต้องลาออกไปเป็นลูกเรือให้สายการบินเปิดใหม่ การบินไทยก็จะกลายเป็นโรงเรียนสอนคนซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ให้คนชุบมือเปิบใช้งานฟรีๆ”

 

ประเด็นสำคัญ  คือ บริษัท แอร์เอเชีย ได้ขอยกเว้นภาษีและได้รับอนุมัติภาษีบางประการนานถึง 8 ปี โดยขอใช้สิทธิส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ทั้งที่ธุรกิจการบินถือว่าเป็นธุรกิจบริการ ไม่ใช่อุตสาหกรรมตามที่กล่าวอ้าง และนอกจากการยกเว้นภาษีดังกล่าวนี้แอร์เอเชียยังได้รับสิทธิลดค่าเช้าสนามบินถึง 50 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย

 

ยิ่งไปกว่านั้นนับจากรัฐบาลทักษิณ มีการเปิดช่องโอกาสให้ธุรกิจในเครือชินคอร์ป  อย่าง  "แอร์ เอเซีย"  ถือเป็นส่วนหนึ่งทำให้ผลประกอบการที่เป็นยอดกำไรของ บมจ.การบินไทย ลดลงทันที จาก 11,444  ล้านบาท  ในปี 2547 มาเหลือเพียง 4,869  ล้านบาทในปี  2548  จนถึงปัจจุบันบมจ.การบินไทยก็ยังประสบตัวเลขขาดทุน

 

โดยล่าสุด  บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ได้รายงานผลดำเนินงานปีของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประจำปี 2561  พบว่า  มีตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงาน 9,058 ล้านบาท  ในขณะที่ปี 2560 มีกำไร 2,856 ล้านบาท  โดยมีรายได้รวม 199,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,554 ล้านบาท 3.9% จากรายได้ค่าโดยสาร และค่าน้ำหนักส่วนเกิน ค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ และรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้้น แต่มีค่าใช้จ่ายรวม 208,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,468 ล้านบาท 10.3% เป็นผลจากค่าน้ำมันเครื่องบิน เพิ่มขึ้น 9,881 ล้านบาท 19.7% จากราคาเฉลี่ยน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 30.1% ถึงแม้มีการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันดีขึ้นกว่าปีก่อน

 

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานไม่รวมน้ำมัน อยู่ที่ 9,802 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยาน จำนวน 20,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,841 ล้านบาท หรือราว 16.5% รวมทั้งยังมีค่าเช่าเครื่องบิน และค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น และในปี 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อยรับรู้ผลด้อยค่าของทรัพย์สินและเครื่องบิน 3,459 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 911 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยขาดทุนสุทธิที่ 11,569 ล้านบาท โดยเป็นผลขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 11,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 451.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 2,107 ล้านบาท


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม