11 ปี "กราบแผ่นดิน" คนไทยจะไม่ได้เห็นภาพนี้อีก ? เปลือยพฤติการณ์-ทักษิณ! หนีคดี ทรยศชาติ อยากกลับแค่ไหน ก็ได้แค่ฝัน!

Publish 2019-02-28 15:55:44


เวลาล่วงผ่านมาแล้วถึง 11 ปี  วันนี้ในอดีต ของ 'นาย ทักษิณ ชินวัตร' ก้มกราบแผ่นดิน หลังออกหนีจากประเทศไทย ไปลี้ภัยไปอยู่ไกลถึงต่างแดน ภายหลังจากการรัฐประหารปี49 ด้วยเหตุอันไม่ชอบธรรมทั้งการทุจริต และการเอื้อประโยชน์ให้ครอบครัวของเขาเองต่างๆนาๆ อยู่ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลาถึง 1ปี 5เดือน

จนกระทั่งเกิดการเลือกตั้งปี50 พรรคพลังประชะชาชน ชนะการเลือกตั้ง โดยมี "นาย สมัคร สุนทรเวช "เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดตั้งรัฐบาลนอมินีของทักษิณ โดยเปิดโอกาสให้นายทักษิณได้กลับไปประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อย้อนกลับไป วันที่ 28 ก.พ. 2551 'นายทักษิณ' ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อรับทราบข้อกล่าวหารวมถึงทำกระบวนการต่างๆตามกระบวนการทางกฏหมาย

 

 

จากนั้นได้เดินออกจากอาคารสนามบินสุวรรณภูมิ ทักทายเครือญาติ และ พวกพ้อง รวมถึง 'ร.ต.อ เฉลิม อยู่บำรุง' และอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย รัฐมนตรี และ ส.ส. ที่มายืนรอต้อนรับ พร้อมกับสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้มวลชนผู้ภักดิ์ดีทั้งหลายถึงกับซาบซึ้งออกอาการน้ำหูน้ำตาไหล เมื่อนายทักษิณก้มกราบพื้นดินและไหว้พร้อมโบกมือให้กับประชาชนที่เดินทางมาต้อนรับขณะที่มีเสียงโห่ร้องและเชียร์ให้กำลังใจดังกึกก้อง แต่หลายคนตั้งข้อสังเกตุว่าทำไม"นายทักษิณ" ถึงต้องมาก้มกราบแผ่นดินตรงหน้ากล้อง ทำไมไม่ก้มกราบตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวท้าวเหยียบพื้น? 

 

 

จากนั้นได้เข้ามอบตัวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ร่วมกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ซึ่งศาลอนุมัติให้ประกันตัว ระหว่างนั้นทั้ง 2 คน ได้ขออนุญาตศาลฎีกาฯ เดินทางออกนอกประเทศ โดยให้เหตุผลเดินทางไปปฏิบัติภารกิจประเทศจีนและญี่ปุ่น โดยระบุวันเดินทางระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม - 10 สิงหาคม 2551

 

 

ในรายละเอียดคุณหญิงพจมาน ให้เหตุผลขอเดินทางไปร่วมพิธีเปิดงานกีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศจีน ระหว่างในวันที่ 5-10 สิงหาคม 2551และเมื่อถึงวันนัดให้ไปรายงานตัวต่อศาลวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ทั้งสองคน ไม่มารายงานตัวต่อศาล แต่ไปปรากฎตัวที่ประเทศลอนดอนพร้อมครอบครัว วันที่ 21 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาลับหลัง ตัดสินให้จำคุกนายทักษิณ 2 ปี ส่วนคุณหญิงพจมาน ยกฟ้อง รวมระยะเวลาที่นายทักษินหนีคดีจนถึงปัจุบันคือ 11 ปี

 



อย่างไรก็ตาม จากวันนั้นจวบจนวันนี้ เวลาล่วงมาครบ 11 ปี ก็ยังไม่เห็นแม้เงาของ 'นายทักษิณ' อีกเลย  กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนายทักษิณ ที่รู้อยู่แก่ใจถึงความผิดที่ตัวเองนั้นก่อขึ้นจนอาจต้องติดคุกติดตาราง หรือไม่? จึงได้มีการวางแผนเตรียมการหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันก่อนคำตัดสิน

 

 

 

นอกจากนี้ 'นายทักษิณ' ก็ยังมีพฤติกรรม'หมิ่นเบื้องสูง'  ภายหลังจากที่นายเข็มชัย ชุติวงษ์ อัยการสูงสุด ชี้ขาดสมควรสั่งฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี หมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558 มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอการสัมภาษณ์พิเศษนายทักษิณ ชินวัตร ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูป โดยมีเนื้อหาที่ตอกย้ำและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความคิดของนายทักษิณ  ที่มีต่อประเทศไทยโดยยังวนเวียนอยู่กับความเชื่อที่ว่า การทำรัฐประหารปีพ.ศ.2549และ2557 มีผู้อยู่เบื้องหลัง โดยได้มีการใส่ร้ายและพาดพิงไปยังคณะองคมนตรีและมีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112อย่างชัดเจน

 


นายทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นภาษาไทย ซึ่งบันทึกเทปโดย Chosun Media (โชซัน มีเดีย) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเมืองในประเทศไทย เผยแพร่ผ่านยูทูปเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558 ความว่า

ประเทศไทย ตราบใดที่เขาปล่อยให้ทำงาน ก็ยังมีอำนาจ แต่ถ้าไม่ปล่อยให้ทำงานก็ไม่มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองคมนตรีทั้งหลาย เที่ยวนี้ทหารก็จะฟังองคมนตรี เพราะตอนที่เขาไม่ต้องการให้เราอยู่ เขาก็ให้สุเทพออกมา และให้ทหารเข้ามาช่วย และก็มีพวกบางคนจาก(จุด จุด จุด) มาช่วย เลยทำให้เราไม่มีอำนาจอะไร ผมก็เลยคุยกับนายกรัฐมนตรี ปูว่าเหตุการณ์เหมือนที่พี่โดนมาทหารเขาอาจจะชื่นชอบประชาธิปไตยแบบพม่า ที่พม่าเลิกแล้ว แต่เค้าชอบอย่างนั้นไง เราไม่รู้ ผมก็ยังตำหนิเค้าไป เขาก็ยังอายุน้อย เค้าคงโกรธ ที่ปฏิวัติแบบนี้ เค้าก็คงโกรธว่าประเทศไทยมาดีๆแล้ว  แต่เค้าคงโกรธนะ เราเป็นครอบครัวสาธารณะ จะพูดอะไรต้องระมัดระวัง

 

 

ในขณะที่การให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้พูดพาดพิงไปถึงสถาบันองคมนตรี และหมิ่นเหม่ต่อการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112อย่างชัดเจน

และเพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของพฤติกรรมที่นายทักษิณได้ทำ คงต้องย้อนกลับไป ตามกันดูที่ก่อนหน้านี้ 8 ต.ค. 2558 ศาลฎีกายกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร ฟ้องหมิ่นประมาณ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากกรณีที่นายสุเทพดูดถึงนายทักษิณในทำนองว่ามีความประสงค์จะขึ้นไปเป็นประธานาธิบดี แม้ว่าคดีนี้ศาลฎีกาจะยกฟ้องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ในคำพิเคราะห์คดีของศาลนั้นได้มีการถ่ายทอดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายทักษิณที่ได้ทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอยู่หลายครั้ง

ประกอบกับข้อมูลข้อเท็จจริงที่ทางสำนักข่าวทีนิวส์นั้นจะมีการนำเสนอให้คุณผู้ชมได้รับทราบว่าที่ผ่านมาภายใต้การเคลื่อนไหวของระบอบทักษิณโดยเฉพาะในกลุ่มคนเสือแดงบางกลุ่มแนวความคิดที่จะเปลี่ยนการปกครองของประเทศนี้จริง ๆ เพื่อให้เป็นระบอบสาธารณรัฐหรือสหพันธรัฐ ซึ่งก็เป็นระบอบการปกครองที่ล้วนแล้วแต่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขทั้งสิ้น

 

 

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.425 /52  ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) อดีต นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความ เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา



กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 3 - 5 ก.พ. 2552  นายสุเทพ จำเลย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภา และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่าพ.ต.ท.ทักษิณ โจทก์ ไม่ยอมแพ้  พยายามต่อสู้ไปเรื่อยๆ  ท่านก็บอกแล้วว่า   วันหนึ่งท่านจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี เราก็ไม่ต้องวิเคราะห์อะไร ซึ่งโดยความคิดเห็นส่วนตัวโดยบริสุทธิ์ใจ เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณชอบระบอบประธานาธิบดี  และข้อความอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  326, 328 ด้วย

 

 

อย่างไรก็ตาม คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้น พิเคราะห์คำเบิกความของนายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ที่เข้าเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง   และพยานหลักฐานต่างๆ แล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลความผิดให้ยกฟ้อง  โดยโจทก์ได้มีการยื่นอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ให้ยกฟ้อง ตามศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นฎีกา เพื่อขอให้ศาลฎีกา มี คำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคดีไว้พิจารณาเพื่อสืบพยานโจทก์  - จำเลยต่อไปด้วย

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ  ที่สมัครใจเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ มีทั้งอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศและต้องรับผิดชอบจากการกระทำ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ  จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบสูงกว่ามาตรฐานของบุคคลทั่วไป 

 

 

ทั้งถ้อยคำของจำเลยที่ให้สัมภาษณ์ก็มิได้ปรุงแต่งข้อเท็จจริง  แต่มีผลต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันมาโดยตลอด จากการกระทำของโจทก์เอง และกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุน อาทิ  โจทก์เคยพูดต่อข้าราชการ  กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และกลุ่มคนขับแท็กซี่ว่า  ผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ แทรกแซงองค์กรอิสระ และศาล

รวมทั้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์  ก็เคยมีความเห็นว่า  โจทก์ละเมิดรัฐธรรมนูญ และอื่นๆ ดังนั้นการให้สัมภาษณ์ของจำเลย จึงเป็นการติชม แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต  จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลความผิด ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย  ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

คำพิเคราะห์คดีของศาลตอนหนึ่งที่ระบุว่านายทักษิณนั้นมีการเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาของจำเลยไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ทั้งกับ ข้าราชการ คนเสื้อแดง และคนขับรถแท็กซี่

 


เพราะฉะนั้นเพื่อให้คุณผู้ชมได้เห็นภาพทางจะได้ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้ให้ได้รับทราบ

25 ธ.ค. 2548 นาย ทักษิณ พูดในงาน นายกฯพบแท็กซี่ ที่ อินดอร์สเตเดียมหัวหมาก ว่า บางช่วงนี่นะ ให้คนนั่งแท็กซี่ บอกว่าเนี่ยผมกำลังเหลิงจะเป็นประธานาธิบดี ปัดโธ่! เป็นแค่นี้เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ทุกวันนี้อยู่ด้วยจิตรับผิดชอบ แล้วเอะอะอะไรก็ แหม! หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่! ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี

4 ก.พ. 2549 นายทักษิณพูดผ่านรายการวิทยุ นายกฯ คุยกับประชาชน โดยบอกว่า คนที่จะให้ตนลาออกได้มีคนเดียว คือพระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระเจ้าอยู่หัวกระซิบผม รับสั่งคำเดียว ทักษิณออกเถอะ รับรองกราบพระบาทออกแน่นอน"

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2552 พ.ต.ท.ทักษิณ วีดีโอลิงค์มายังการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมด้านหน้า ทำเนียบรัฐบาลว่า ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และองคมนตรีบางท่าน คือ พล.อ.สุรยุทธ์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ได้ใช้อำนาจทหารค้ำตำแหน่งของนายอภิสิทธิ์

คำพูดตอนหนึ่งยังระบุอีกว่า “การที่ป๋าลงมาเล่น แล้วสั่งโน่นนี่ ในฐานะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมันเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการของประเทศเสียหายหมด ระบบสองมาตรฐาน ความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น”

“การที่ป๋าลงมาเล่น แล้วสั่งโน่นนี่ ในฐานะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมันเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการของประเทศเสียหายหมด ระบบสองมาตรฐาน ความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น”

 

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างนายทักษิณที่ระบุอยู่ในคำพิเคราะห์คดีของศาล ซึ่งก็คือพฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อรัฐธรรมนูญและประมุขของรัฐมาโดยตลอด

และประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มคนเสือแดงที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการชุมนุมที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ก็ได้มีการใช้คำพูดของนายทักษิณและแกนนำต่อคำพูดที่หมิ่นเหม่ต่อประมุขของรัฐอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้นก็นำมาสู่การชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2552 และปี 2553 ซึ่งช่วงหนึ่งของการชุมนุมก็ปรากฎว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงได้เขียนป้ายข้อความไปติดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ โดยมีข้อความระบุว่าประธานาธิบดีทักษิณ ชินวัตร ประมุขรัฐไทยใหม่” และ “รัฐไทยใหม่ ชัยชนะแดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณจงเจริญ” มาแปะไว้ทั่วถนนสีลม และภายในพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง 

 


อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา เห็นได้ชัดเจนว่า 'นายทักษิณ' มีพฤติกรรมที่เป็นปฎิปักษ์ในแง่ของการปกครอง หวังปรับเปลื่ยนโครงสร้างทางสังคมและการเมืองไทย จากแต่เดิมให้เป็นอื่น หรือไม่?  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนคนไทยจะพิจารณา ว่าคนแบบนี้ สมควร หรือไม่? ที่จะกลับมาเหยียบผืนแผ่นดินไทย

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา