ชำแหละตัวเลข เหตุใดประชาธิปัตย์ จากมวยเอก กลายเป็นตัวแปร (ซะงั้น)

Publish 2018-12-06 14:22:24


 สืบเนื่องจากแรกเริ่มเดิมทีนั้น "พรรคประชาธิปัตย์" เป็นพรรคใหญ่ ซึ่งในทุกครั้งที่ผ่านมาพรรคประชาธปัตย์ จะเป็นคู่ชิงกับอีกพรรคฯใหญ่เช่นกัน คือ "พรรคเพื่อไทย" และดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะมีฝั่งทหารหนุนหลังอยู่กลายๆอีกเสียด้วย จะเห็นได้จากกรณีการเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง คือการยุบพรรคพลังประชาชน ที่"นาย เนวิน ชิดชอบ" ย้ายข้างเปลื่ยนขั้ว มาสนับสนุน "นาย อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ" ขึ้นนั่งตำแหน่างนายกรัฐมนตรี ซึ่งกรณีนี้โดนโจมตีจากฝั่งคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นคู่อริทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ว่า"ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร" ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็เกื้อหนุนกับกองทัพมาโดยตลอด หลังเริ่มชุมนุมขับไล่ "รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

 

จากกรณีออกพรบ.ลักหลับตอนตี4 ที่สามเสนกระทั่งเกิดเป็นม็อบ กปปส. ในเวลาต่อมาช่วงปลายปี56 แต่ทว่าในวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น "คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"กลับออกมาบอกว่า"ฝ่ายทหารคือเผด็จการ และเขาประกาศว่าไม่เอาเผด็จการ" ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายทหารมาโดยตลอดดังกล่าว  เรียกได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็เติบโตจนกลายมาเป็นพรรคฯใหญ่พรรคฯโต ส่วนหนึ่งก็ด้วยแรงสนับสนุนของทหารทั้งนั้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ "นายอภิสิทธิ์" ซึ่งนำทัพการเลือกตั้งถึง2ครั้งก็แพ้พรรคฯในระบอบทักษิณมาโดยตลอด 

 

เมื่อดูจากสถิติในการเลือกตั้ง ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาในแต่ละภาคแล้ว ทำให้เห็นได้ว่า คะแนนการเลือกตั้งที่ผ่านมาในทุกๆครั้ง ภาพรวมคะแนนก็แพ้พรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด "แพ้ตลอดชาติ" 



   ทั้งนี้จะยกตัวอย่างผลการเลือกตั้งเมื่อปี 54 ที่ผ่านมาของ"พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย" ในกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้จำนวนสส. 23 คน ใน 33 เขต ซึ่งถือว่าชนะแบบสูสีกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้จำนวนสส. 10 คน ขณะที่ ภาคกลางซึ่งมีจำนวนเขต96เขต  พรรคประชาธิปัตย์ได้25เขต   ขณะที่พรรคเพื่อไทยแพ้ ได้จำนวนสส.33 คน ใน 120 เขต ขระที่เพื่อไทยได้ 52 คน และในภาคเหนือ แพ้  ได้จำนวนสส. 5 คน ใน43 เขต ยิ่งไปกว่านั้นภาคอีสาน แพ้ขาด ได้จำนวนสส. เพียงแค่ 4 คน ใน 126 ขณะที่พรรคเพื่อไทยกวาดไปถึง 104 คน ทำให้เห็นว่า ส่วนภาคใต้ ซึ่งแน่นอน ประชาธิปัตย์ชนะ จำนวนสส.50คน ใน 53 เขต ในขณะที่พรรคเพื่อไทย ไม่ได้เลยสักที่นั่ง

 

ตารางสถิติดังกล่าวทำให้เห็นว่า"พรรคประชาธิปัตย์" แพ้ "พรรคเพื่อไทย"มาโดยตลอด โดยเฉพาะในพื้นที่ ภาคเหนือและภาคอีสาน หรือจะเรียกว่า สู้ไม่ได้เลยก็ว่าได้ หนำซ้ำในการเลือกตั้งครั้งหน้า (24 ก.พ. 62) ยังมี"พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)"เป็นตัวแปรสำคัญเข้ามาอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าพรรคฯนี้เรตติ้งมาแรง ในฐานนะที่หัวหน้าพรรคฯและเลขาธิการพรรคฯที่เป็นรัฐบาลอยู่ และมีแนวโน้มว่าจะเสนอชื่อ "พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นั่งนายกต่อ เพราะฉะนั้นคะแนนก็จะถูกตัดแบ่งแน่นอน ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นการเลือกตั้งแแบบสัดส่วนผสม นั่นคือจะมีการแบ่งคะแนน ในทุกๆพื้นที่ จะมากหรือน้อยก็ตามแต่ ทั้งนี้เป็นเหตุที่ว่า"จะทำให้คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์"ลดน้อยลงกว่าเดิม"

 

จากตารางดังกล่าว เราจะพบว่า  กรุงเทพมหานครมีคะแนนที่สูสี ภาคกลาง จำนวน4เขต เพื่อไทยชนะขาด 1 เขต ขณะที่ประชาธิปัตย์ ขนะขาด3เขต ภาคอีสาน จำนวน21เขต เพื่อไทยชนะขาด 21 เขต ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เลยสักเขต ภาคเหนือ 3 เขต เพื่อไทยชนะขาด 3เขต พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เลยสักเขตเช่นกัน
ส่วนภาคใต้ จำนวน34เขต ประชาธิปัตย์ คว้าไป 34 เขต ขณะเดียวกับเพื่อไทย ไม่ได้เลยสักเขต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 



   อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา "รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์" คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมต่อนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ ได้ทำการรวบรวมประชากรครั้งละ 8,000 ตัวอย่างใน 350 เขตเลือกตั้งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตามโครงสร้างของประชากรไทยในปัจจุบันคือ ภาค อาชีพ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ฯลฯ ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 90% การสำรวจดำเนินการมาแล้ว 4 ครั้ง คือ

 

ครั้งที่ 1 ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ผลการสำรวจพบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

ผลการสำรวจครั้งที่ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 29.34% 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 26.24% 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24.74% 4) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 10.61% และ 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.54% และอื่นๆ ที่เหลือ 4.53%

 

การสำรวจครั้งที่ 2 วันที่ 13 มิถุนายน 2561 พบว่า คะแนนนิยมของประชาชนทั่วประเทศที่อยากได้คนเป็นนายกรัฐมนตรี เรียงตามลำดับดังนี้คือ 1) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 19.34% 2) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 17.31% 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 8.93% 4) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 5.68% 5) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 4.36% และ 6) อื่นๆ ที่เหลือ 37.61%

 

ผลการสำรวจครั้งที่ 3 วันที่ 15 ตุลาคม 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 19.62% 2) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 16.91% 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 16.43% 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14.42% 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 3.52% และ 6) อื่นๆ ที่เหลือ 29.10%

 

ผลการสำรวจครั้งที่ 4 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 27.06% 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 18.16% 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 15.55% 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 9.68% 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 2.26% และ 6) อื่นๆ ที่เหลือ 27.30% (ดูตารางที่ 4)

 

ทั้้งนี้ จากผลการสำรวจทั้ง 4 ครั้งแสดงให้เห็นว่า "พรรคของนายทักษิณ ชินวัตร" (ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย) กำลังมาถึงจุดที่กำลังตกต่ำเสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้คะแนนความนิยมของประชาชนก็ลดลงเช่นกัน หากเทียบกับผลการสำรวจใน3ครั้งแรก ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า สาเหตุความเสื่อมถอยของพรรคประชาธิปัตย์ "เกิดจากความโลเลในจุดยืนทางการเมือง" ที่มักชอบอ้างว่า"พรรคฯจะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย" ซึ่งความจริงเชิงประจักษ์ในบางครั้ง ... สิ่งที่ประชาธิปัตย์บอกกล่าวกับสังคมกลับขัดแย้งกับสถานะการณ์จริง เช่นอ้างว่า"ฝ่ายทหารคือเผด็จการ และเขาประกาศว่าไม่เอาเผด็จการ"

 


ซึ่งเป็นการมองความจริงเพียงครึ่งเดียว นอกจากนี้ปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์ที่คุกรุ่นอยู่ในบางช่วงก็ทำให้คะแนนความนิยมของพรรคฯลดน้อยลง...ซึ่งนั่นก็สะท้อนชัดเจนว่า ผลโพลของ"อ.สังศิต" จากการสำรวจทั้ง4ครั้ง รวมทั้งผลการเลือกตั้งในช่วงหลังที่พรรคประชาธิปัตย์"พ่ายแพ้" พรรคฯในระบอบทักษิณมาโดยตลอด ยิ่งการเลือกตั้งครั้งหน้า มีพรรคพลังประชารัฐ...ที่มีเงื่อนไขพร้อมทุกด้าน มาร่วมชิงชัยด้วย นั่นยิ่งอาจเป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้จำนวนสส.น้อยลงไปอีก  


    ไม่ว่าจะอย่างไร หากพิจารณาเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น การเลือกตั้งในครั้งหน้า คู่ชิงชัยกลับไม่ใช่เป็นพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยเสียแล้ว เพราะหากพิจารณาจากผลโพล จะพบว่า พรรคพลังประชารัฐได้เบียดแทรกขึ้นมาเป็นคู่แข่งหลักกับระบอบทักษิณแทนพรรคประชาธิปัตย์แล้ว อย่างไรก็ดี ความที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคใหญ่ พวกเขายังถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมืองอยู่เช่นเดิม สำหรับในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ก็เช่นกัน  จากนี้ต่อไปคงต้องจับตาดูว่าท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์จะเปลื่ยนแปลงเช่นไร และจะเลือกที่จะอยู่ฝั่งไหน เพราะพวกเขาถือเป็นตัวแปรที่สำคัญที่ไม่อาจมองข้าม... 
 


เรียบเรียงโดย : ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา